Search
วันพุธ 18 กันยายน 2019
  • :
  • :

ย้อนรอยเส้นทางทวารวดี จากทวารวดี สู่ รัตนโกสินทร์

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมที่ทาง มิวเซียมสยามจัดขึ้น

เป็นการพาผู้โชคดีในการร่วมกิจกรรมตอบคำถามกับทางมิวเซียมสยาม เยี่ยมชม

และฟังบรรยาย เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ ตั้งแต่ ทวารวดี สู่ กรุงรัตนโกสินทร์

ส่วนจะไปที่ไหนบ้างนั้น เชิญเพื่อนๆร่วมเดินทางไปพร้อมๆกันเลยครับ

1440962651-page1-o

ทวารวดี เป็นคำภาษาสันสกฤต โดยนายแซมมวล บีล ได้แปลงมาจากคำว่า โถโลโปตี ที่มีอ้างอยู่ในบันทึกของภิกษุจีนจิ้นฮง หรือพระถ ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 12 กล่าวว่า โถโลโปตี เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรศรีเกษตร และอาณาจักรอิศานปุระ และเขาได้ังซำจั๋ง ด้วยว่าอาณาจักรนี้เดิมตั้งอยู่ในดินแดนประเทศไทย(สยาม)ปัจจุบัน และยังสันนิษฐานคำอื่นๆที่มีสำเนียงคล้ายกันเช่น จวนโลโปติ หรือ เชอโฮโปติ ว่าคืออาณาจักรทวารวดีด้วย

สำหรับสถานที่แรกที่มีการเก็บโบราณวัตถุที่เกี่ยวกับทวารวดีไว้จำนวนมาก คือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์

2

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระปฐมเจดีย์ ตั้งอยู่ภายในบริเวณวัดพระปฐมเจดีย์ราชวรมหาวิหาร ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดนครปฐม

3

เป็นอาคารทรงไทยประยุกต์ 2 ชั้น อยู่ทางทิศใต้ขององค์พระปฐมเจดีย์ ใช้เป็นที่รวบรวมและเก็บรักษาโบราณวัตถุหายาก ตั้งแต่สมัยทราวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 ซึ่งเดิมเก็บรวบรวมไว้ที่ระเบียงคตรอบองค์พระปฐมเจดีย์ จนกระทั่ง พ .ศ. 2454 ได้ย้ายโบราณวัตถุเหล่านี้ไปเก็บรักษาไว้ในวิหารตรงข้ามพระอุโบสถ ซึ่งต่อมาเรียกว่า พระปฐมเจดีย์พิพิธภัณฑสถาน

4

อัตราค่าเข้าชม สำหรับคนไทยเพียง  20 บาทเท่านั้นเองครับ

5

ภายในแบ่งการจัดแสดงออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้

ส่วนที่ 1 ลักษณะทั่วไปของจังหวัดนครปฐม ประวัติความเป็นมา การตั้งถิ่นฐานของชุมชนตั่งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ การติดต่อรับพุทธศาสนาและวัฒนธรรมจากอินเดียเข้ามาผสมผสานกับความเชื่อและวัฒนธรรมท้องถิ่น ภาพปูนปั้นรูปชาวต่างประเทศ ศิลาจารึกที่พบบริเวณเมืองโบราณนครปฐม

6

งานชิ้นนี้แสดงให้เห็นว่า ชาวทวารวดีมีการติดต่อกับชาวต่างชาติแล้ว เนื่องจากรูปปั้น มีหน้าตาคล้ายคนแขก

7

8

ส่วนที่ 2 เรื่องราวด้านศาสนาและความเชื่อของชุมชนทวารวดีในนครปฐมสะท้อนผ่านงานศิลปกรรมประเภทต่างๆ โบราณวัตถุที่จัดแสดงในส่วนนี้ประกอบด้วย ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมและประติมากรรมประเภทต่างๆ เช่น พระพุทธรูป ภาพสลักเล่าเรื่องพุทธประวัติ ภาพปูนปั้นเรื่องชาดกประดับฐานเจดีย์และธรรมจักร

9

10

11

12

13

14

ส่วนที่ 3 เรื่องราวของนครปฐมหลังความรุ่งเรืองสมัยทวารวดี จนถึงสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวฯ โปรดเกล้าให้ปฏิสังขรณ์องค์พระปฐมเจดีย์และเป็นงานสำคัญที่สืบเนื่องต่อมาในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งเป็นช่วงที่นครปฐมได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นมณฑลนครชัยศรี และในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้ก่อสร้างพระราชวังสนามจันทร์ขึ้น เมืองนครปฐมได้รับการพัฒนาเรื่อยมา

15

16

จากนั้นเดินทางไปที่จังหวัดกาญจนบุรี “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า”

17

พิพิธภัณฑ์บ้านเก่า ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควน้อย เขตอำเภอเมือง แหล่งโบราณคดีบ้านเก่า ถือเป็นแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์แห่งแรกในประเทศไทยที่มีการขุดค้นอย่างเป็นระบบและละเอียด โดยคณะสำรวจไทย – เดนมาร์ก ระหว่างปี พ.ศ. 2503 – 2505

18

พิพิธฑภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า แบ่งส่วนจัดแสดงออกเป็น 6 ห้องด้วยกัน

ห้องที่1 ประวัติความเป็นมาของเมืองกาญจนบุรี สถาพภูมิประเทศ ธรณีวิทยา ป่าไม้ ทรัพยากรธรรมชาติ

19

ห้องที่2 จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เช่น หม้อสามขา เครื่องมือหิน เครื่องประดับ

20

21

22

ห้องที่3 จัดแสดงโลงไม้ขุดพบในถ้ำเพิงผา มีลักษณะคล้ายเรือ ทำจาก ซุง ไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ หัวและท้าย แกะเป็นรูปศรีษะคล้ายคน

23

สันนิษฐานว่า ใช้ทำพิธีกรรมทางศาสตร์เช่น เป็นที่เก็บกระดูกของครอบครัว

24

ห้องที่ 4 จัดแสดงโบราณวัตถุ จำพวก เครื่องมือหินกะเทาะ ขวานหิน แวดินเผา ลูกปัด เครื่องประดับสำริด เครื่องมือเหล็ก เป็นต้น

25

26

หอกเป็นเหมือนอาวุธคู่กาย เมื่อเจ้าของเสียชีวิต จึงต้องทำลายหอกแล้วฝังไปพร้อมกันด้วย

27

28

ห้องที่ 5 จำลองภาพการดำรงชีวิตของมนุษย์ในสังคมล่าสัตว์ เกษตรกรรม แสดงให้เห็นพัฒนาการทางสังคมของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์

29

30

ห้องที่ 6 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปราสาสตร์เมืองสิงห์

จากนั้นเราก็มุ่งหน้าสู่ปราสาทเมืองสิงห์

31

ปราสาทเมืองสิงห์ ตั้งอยู่ในอุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ เขตตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค แต่ก่อนเคยเป็นเมืองสิงห์ มีผังเมืองเกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส อยู่บนที่ราบริมฝั่งด้านขวาของแม่น้ำแควน้อย พื้นที่ประมาณ 641 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา กำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลง ขนาดกว้าง 880 เมตร มีประตูเข้าออกทั้ง 4 ด้าน บริเวณด้านนอกกำแพงเมืองสามด้าน (ด้านตะวันตก เหนือ และตะวันออก) มีคูน้ำคันดินกั้นเป็นกรอบล้อมรอบอีก 7 ชั้น ส่วนทางด้านทิศใต้ กำแพงเมืองคดโค้งไปตามแนวลำน้ำแควน้อย ที่เป็นปราการธรรมชาติ

32

ภายในอุทยานได้แบ่งพื้นที่เข้าชมโบราณสถานเป็นส่วนๆ มีทั้งการจัดแสดงภายในอาคาร และซากโบราณสถานทั้ง 4 แห่ง

พิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปวัตถุ

เป็นอาคารสำหรับเก็บ และจัดแสดงวัตถุต่างๆ ที่ได้จากการขุดแต่งโบราณสถาน เพื่อให้ได้ศึกษา เรียนรู้ เช่นภาชนะดิน เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับที่ทำด้วยหินและแก้ว รวมทั้งโครงกระดูก ที่ขุดค้นได้ทางโบราณคดี ที่มีอายุกว่า 2000 ปี

33

34

35

36

เขตซากโบราณสถานที่เป็นสถานที่จริง

โบราณสถานหมายเลข 1 เป็นโบราณสถานที่มีความสมบูรณ์ที่สุดในอุทยาน ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางของตัวเมือง มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ก่อสร้างด้วยศิลาแลง ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น มีร่องรอยของกำแพงแก้วล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน มีชานชาลาศิลาแลงรูปกากบาท ก่อนเดินขึ้นบันไดสู่ผ่านเข้าซุ้มประตูขนาดใหญ่ ที่เรียกวัน “โคปุระ” ซุ้มประตูมีอยู่ทั้ง 4 ทิศ เชื่อมต่อกันด้วยทางเชื่อมที่ก่อเป็นผนังสองด้าน มีหลังคาทำจากศิลาแลงคลุมโดยรอบ เรียกว่า “ระเบียงคด” สันหลังคาประดับด้วยบราลี

37

เมื่อผ่านซุ้มประตูเข้าไปส่วนในสุด จะเป็นบริเวณสำหรับประกอบพิธีกรรม มีปรางค์ประธานเป็นศูนย์กลาง ยังคงเห็นเป็นฐานรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสย่อมุม 20 ส่วนยอดพังทลายหายไปแล้ว ภายในประดิษฐานพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ในภาคที่เรียกว่า “เปล่งรัศมี” คือ มีพระกร 8 กร (พระกรทั้งหมดได้หักหมดแล้ว) ถัดไปทางบริเวณซุ้มประตูโคปุระด้านหลังของปรางค์ประธาน มีรูปเคารพพระนางปรัชญาปารมิตา นอกจากนี้บริเวณใกล้ๆ ปรางค์ประธานยังมีมีอาคารเล็กๆ ที่เรียกว่า “บรรณาลัย” หรือเป็นที่เก็บคัมภีร์ของพุทธศาสนาในสมัยนั้น

38

โบราณสถานหมายเลข 2 ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของหมายเลข 1 ไม่ไกลกันนัก ก่อด้วยศิลาแลง ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น มีรูปแบบคล้ายกับโบราณสถานหมายเลข 1 คือตัวปราสาทล้อมรอบด้วยกำแพงแก้ว ตั้งอยู่บนฐานเขียงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าซ้อนกัน 2 ชั้น ภายในมีปรางค์ประธาน 1 องค์ มีโคปุระ 4 ทิศ เชื่อมต่อด้วยระเบียงคด ส่วนที่หลงเหลือให้เห็นในส่วนที่ประกอบพิธีคือแท่นฐานปฏิมากรรมที่วางเรียงอยู่ในแนวของระเบียงคด

39

โบราณสถานหมายเลข 3 อยู่นอกกำแพงแก้ว ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของหมายเลข 1 มีร่องรอยให้เห็นว่ามีฐานขนาดเล็ก ก่อด้วยอิฐและศิลาแลง มุมทั้ง 4 ของโบราณสถานมีแผ่นหินปักไว้ คล้ายกับจะเป็นใบเสมา

โบราณสถานหมายเลข 4 อยู่ทางทิศตะวันตก ของหมายเลข 1 เป็นอาคารฐานรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าคล้ายเรือนแถว 4 ห้อง

อีกส่วนคือ หลุมศพมนุษย์โบราณ

40

ภายในหลุมศพมีการค้นพบ เครื่องปั่นดินเผา เครื่องประดับแสดงให้เห็นว่า มีมนุษย์อาศัยอยู่ก่อนจะมีการสร้างปราสาทแห่งนี้

41

42

เห็นได้ชัดเจนว่าที่การฝังข้าวของเครื่องช้ไปพร้อมกับศพด้วย

43

วันที่ 2 ของทริปนี้ ในช่วงเช้าเรามากับที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองมีหน้าที่หลักของพิพิธภัณฑ์ซึ่งจัดเก็บโบราณวัตถุศิลปวัตถุ ไม่น้อยกว่า 4,000 รายการ เพื่อให้เกิดความสะดวกในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และเกิดความมั่นคงปลอดภัยในการเก็บรักษาโบราณวัตถุที่มีอยู่ของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ทางพิพิธภัณฑ์ จึงได้ดำเนินการจัดทำโครงการปรับปรุงคลังจัดเก็บโบราณวัตถุเป็นการชั่วคราว เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างสะดวก และเกิดความปลอดภัยต่อโบราณวัตถุ ที่เก็บรักษาของพิพิธภัณฑ์

อาคารจัดแสดงที่ 1
จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับเมืองโบราณอู่ทองและวัฒนธรรมทวารวดี แสดงถึงพัฒนาการของเมืองโบราณอู่ทอง ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ กระทั่งพัฒนาเข้าสู่สังคมประวัติศาสตร์สมัยทวารวดี
ประกอบด้วยห้องจัดแสดง 2 ห้อง

44

ห้องจัดแสดงที่ 1 บรรพชนคนอู่ทอง (สมัยก่อนประวัติศาสตร์ และการรับวัฒนธรรมจากภายนอก)ห้องบรรพชนคนอู่ทอง จัดแสดงถึงพัฒนาการของเมืองโบราณอู่ทอง เมืองโบราณแห่งนี้ พบหลักฐานการอยู่อาศัยของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์แบบสังคมเกษตรกรรมยุคหินใหม่ต่อเนื่องถึงยุคโลหะ เมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว ต่อมาประมาณ 2,000 ปี พบหลักฐานโบราณที่แสดงว่า เมืองโบราณอู่ทองเป็นเมืองท่าศูนย์กลางการติดต่อขายสำคัญของชุมชนโบราณในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับประเทศสำคัญของโลกในเวลานั้น เช่น ลูกปัดชนิดต่างๆ ทำด้วยลูกปัดต่างๆทำด้วยหินมีค่าที่นำเข้าจากประเทศอินเดีย เหรียญกษาปณ์โรมัน ปูนปั้นรูปพ่อค้าชาวเปอร์เซีย ฯลฯ ราวพุทธศตวรรษที่ 8-10 หรือเมื่อประมาณ 1,600-1,800 ปีที่ผ่านมา พบหลักฐานที่แสดงถึงการนับถือพุทธศาสนาในเมืองโบราณอู่ทอง โดยเฉพาะพุทธศาสนาแบบหินยานหรือเถรวาท ทำให้เมืองอู่ทองเกิดการปรับเปลี่ยนรูปแบบทางวัฒนธรรมเข้าสู่วัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งเป็นวัฒนธรรมสมัยประวัติศาสตร์ยุคแรกสุดบนผืนแผ่นดินไทย
โบราณวัตถุสำคัญที่จัดแสดง ได้แก่ เครื่องประดับทองคำ ลูกปัดทองคำสมัยทวารวดี ลูกปัดที่ทำจากหินแก้ว แผ่นดินเผาภาพพระภิกษุอุ้มบาตร อิทธิพลศิลปะอมราวดี ซึ่งถือเป็นโบราณวัตถุที่ได้รับอิทธิพลอินเดียที่มีอายุเก่าที่สุดเท่าที่พบในประเทศไทย แผ่นดินเผ่ารูปเทวดา ตราประทับดินเผา จารึกดินเผา จารึกแผ่นทองแดงเหรียญกษาปณ์โรมัน เหรียญเงินมีจารึก และพระพุทธรูปสำริด

45

46

47

48

49

50

ห้องจัดแสดง 2 อู่ทองศรีทวารวดี (วัฒนธรรมทวารวดีที่เมืองโบราณอู่ทอง) ห้องอู่ทองศรีทวารวดี จัดแสดงเรื่องราวและความสำคัญของเมืองโบราณอู่ทองในฐานะเมืองประวัติศาสตร์ยุคแรกของประเทศไทย เป็นศูนย์กลางการค้าและศูนย์กลางพระพุทธศาสนาก่อนแพร่กระจายความเจริญไปสู่ชุมชนโบราณร่วมสมัยอื่นๆ

51

52

เมืองโบราณอู่ทองเป็นเมืองโบราณสมัยทวารวดี มีผังเมืองเป็นรูปวงรี ตัวเมืองมีคูน้ำคันดินล้อมรอบภายในตัวเมืองและบริเวณโดยรอบมีซากโบราณกระจายอยู่ไม่น้อยกว่า 20 แห่ง ห่างออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นที่ตั้งของโบราณสถานคอกช้างดิน กลุ่มศาสนาสถานและสิ่งก่อสร้างเนื่องในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ลัทธิไศวนิกาย เมืองโบราณอู่ทองมีอายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 12-16 หรือประมาณ 1,000-1,400 ปีที่ผ่านมา เป็นหลักฐานแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองทางวัตถุและวิทยาการต่างๆในอดีต อันมีผลจากการผสมผสานวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้ากับการรับวัฒนธรรมจากประเทศอินเดีย ก่อให้เกิดรูปแบบทางวัฒนธรรมที่เรียกว่า “ทวารวดี” มีลักษณะที่สำคัญคือ การวางผังเมืองที่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบ การนับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทการสร้างศาสนสถานด้วยอิฐขนาดใหญ่ และการมีรูปแบบทางศิลปกรรมเฉพาะของตนเอง

53

54

โบราณวัตถุสำคัญที่จัดแสดง ได้แก่ ธรรมจักรศิลา พระพุทธรูปสำริด พระพุทธรูปดินเผา ประติมากรรมดินเผา ลูกปัด เครื่องประดับ เครื่องมือเครื่องใช้ ชิ้นส่วนสถาปัตยกรรม ลวดลายปูนปั้น ฯลฯ โดยเฉพาะธรรมจักรศิลาพร้อมแท่นและเสาตั้งซึ่งถือเป็นโบราณวัตถุชิ้นเยี่ยมที่พบเพียงชิ้นเดียวในประเทศไทย

55

56

57

58

อาคารจัดแสดงที่ 2
จัดแสดงนิทรรศการถาวรเกี่ยวกับดินแดนสุวรรณภูมิ พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของเมืองโบราณอู่ทอง เส้นทางการค้าทางทะเล และเมืองโบราณอู่ทองในฐานะศูนย์กลางของศาสนาพุทธ โดยแบ่งการจัดแสดงออกเป็นส่วนต่างๆ ดังนี้

ห้องจัดแสดงชั้นบน ส่วนที่ 1 “พัฒนาการทางประวัติศาสตร์บนผืนแผ่นดินสุวรรณภูมิ”จัดแสดงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของดินแดนสุวรรณภูมิ แหล่งการค้าสำคัญของโลกยุคโบราณ ซึ่งสันนิษฐานว่าคือดินแดนที่เป็นประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปัจจุบัน ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์กระทั่งเข้าสู่สังคมเมือง และการค้าระหว่างชุมชนโบราณต่างๆทั้งในและภายนอกด้วยโบราณวัตถุและสื่อจัดแสดงประเภทต่างๆที่ทันสมัย
ห้องจัดแสดงชั้นบนส่วนที่ 2 “สุวรรณภูมิการค้าของโลกยุคโบราณ”จำลองเหตุการณ์การค้าทางทะเลจากคาบสมุทรอินเดียสู่ดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อราว 3,000 ปีที่ผ่านมาโดยใช้สื่อระบบโสตทัศนูปกรณ์ แสดงถึงการเดินเรือของพ่อค้าชาวต่างชาติ เส้นทางการค้าและเมืองท่าสำคัญในเวลานั้น ซึ่งเชื่อว่าส่วนหนึ่งของเส้นทางการค้าดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเมืออู่ทองโบราณโดยตรง

59

60

61

62

อาคารจัดแสดงหมายเลข 2 ห้องจัดแสดงชั้นล่าง“อู่ทองศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา”จัดแสดงเหตุการณ์ในอดีตเมื่อประมาณ 1,600-1,800 ปีที่ผ่านมา “เมืองโบราณอู่ทอง อรุณรุ่งแห่งอารยธรรมไทย” เป็นเมืองสำคัญยุคแรกที่ได้รับอิทธิพลทางศาสนาพุทธจากอินเดีย ซึ่งได้กลายมาเป็นจุดกำเนิดวัฒนธรรมทวารวดีในเวลาต่อมา โดยหลักฐานว่าพระพุทธศาสนาได้เข้ามาประดิษฐานที่เมืองโบราณอู่ทองเป็นจุดแรกในดินแดนประเทศไทยจัดแสดงโดยใช้โบราณวัตถุสำคัญเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา แบบจำลองเจดีย์ธรรมจักร และการขุดค้นทางโบราณคดีที่มีเมืองโบราณอู่ทองด้วยเทคนิคการจัดแสดงอันทันสมัยพร้อมภาพยนตร์แอนนิเมชั่น

63

64

นอกจากนี้ในจังหวัดสุพรรณบุรี ยังมี โบราณสถานที่น่าสนใจอยู่ที่ เขาดีสลัก ซึ่งมีรอบพระพุทธบาทจำลอง

65

66

สันนิษฐานว่า สร้างในสมัยต้นกรุงศรีอยุธยา ไม่ใช่ สมัยทวารวดี อย่างแน่นอน

67

จุดสังเกตุคือ ครุฑที่อยู่บนรอยพระพุทธบาท ถ้าเป็นสมัยทวารวดี ครุฑจะมีหน้าเป็นคน ส่วนสมัยอยุธยาจะมีหน้าเป็นนก

68

ไม่ไกลกัน ได้มีการค้นพบสิ่งก่อสร้างที่มีมาก่อนสมัยทวารวดี อยู่บนยอดเขาไข่เต่า

69

สื่งก่อสร้างนี้เรียกว่า หินตั้ง สันนิษฐานว่า เป็นที่ทำพิธีกรรมบางอย่าง อาจจะเป็นที่ฝังกระดูก ซึ่งในสมัยนั้นศาสนาพุทธ
ยังเข้ามาไม่ถึง แต่ก็มีการนับถือผี ซึ่งเป็นศาสนาแรกของชุมชนนี้

70

71

สุดท้ายของทริปนี้ เราไปไหว้พระกันที่วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร

72

ซึ่งสิ่งสำคัญของที่วัดนี้ คือ หลวงพ่อโต หรือ ซำปอกง เป็นพระพุทธรูปในสมัยอยุธยา แต่ได้รับอิทธิพลมาจากชาวจีน
นิกายมหายาน ซึ่งมักจะสร้างพระพุทธรูปที่ใหญ่กว่าความจริง แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนา

73

สรุป

ทุกสถานที่ ทั้งพิพิธภัณฑ์ และ วัด ต่างๆ ล้วนเป็นความต่อเนื่องกับ สมัยทวารวดี ซึ่งบางอย่าง ข้อมูลทางโบราณคดี
ก็ขัดแย้งกับประวัติศาสตร์ และถ้าใครอยากรู้ว่า ขัดแย้งกันอย่าไร ก็แวะไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ เหล่านี้ ท่านก็จะทราบเอง

ถ้ามีโอกาสอย่าลืมแวะเวียนเข้าไปดูนะครับ

ขอบคุณทุกๆท่านครับที่ติดตามชม

Facebook Comments



ใส่ความเห็น

Shares