Search
วันอาทิตย์ 11 เมษายน 2021
  • :
  • :

เที่ยวย้อนรอย กรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร ณ พระราชวังเดิม

วันนี้รีวิวสยาม ได้โอกาสที่ดีมากๆ เพราะว่าทางกองทัพเรือ และ มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม เปิดให้ประชาชนสักการะ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ณ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระบรมราชานุสาวรีย์ รวมถึงเข้าชมพระราชวังเดิมกรุงธนบุรี ในวันที่ 28 ธันวาคมของทุกปีซึ่งวันนี้มีความสำคัญคือเป็น “วันสมเด็จพระเจ้าตากสิน” ทริปในวันนี้ จึงเป็นทริปที่เรารอคอยมายาวนานมาก 1 ปี มีเพียง 1 วัน

พระราชวังเดิมแห่งนี้ ได้รับรางวัลจากยูเนสโก สาขาการรักษาอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม เอเชีย แพซิฟิก เฮอริเทจ อวอร์ด เมื่อปี 2004

 

01

พระราชวังเดิม หรือพระราชวังกรุงธนบุรี สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ปี พ.ศ. 2310
ตรงกับการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีของไทย ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในกองบัญชาการกองทัพเรือ

ธนบุรี แปลว่า เมืองแห่งความมั่งคั่ง ร่ำรวย “ธนะ” เป็นคำ คำเดียวกับคำว่า ธน ถ้านำคำว่า ธนะ มารวมกับคำว่า อาคาร เป็นคำว่า ธนาคาร  ถ้านำคำว่า ธนะ มารวมกับคำว่า อารักษ์ เป็นคำว่า ธนารักษ์ ธนะ แปลว่า ทรัพย์สินก็ได้
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี “เมืองแห่งความมั่งคั่ง ร่ำรวย” และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2311 เป็นพระมหากษัตริย์พระองค์เดียวในราชวงศ์แห่งกรุงธนบุร — ที่ พระราชวังเดิม

 

02

จุดที่1 : “พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช” ประดิษฐานอยู่ โดยหันพระพักตร์ออกไปทางแม่น้ำเจ้าพระยา
หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว บ้านเมืองเกิดแตกแยก หัวเมืองต่างๆ ตั้งตัวเป็นใหญ่ต่างคนต่างรวมสมัครพรรคพวกตั้งเป็นก๊กต่างๆ ได้แก่ ก๊กสุกี้พระนายกอง ก๊กพระยาพิษณุโลก ก๊กพระเจ้าฝาง ก๊กเจ้าพระยานครศรีธรรมราช และก๊กเจ้าพิมาย
พระยาวชิรปราการ ได้จัดเตรียมกองทัพอยู่เป็นเวลา ๓ เดือน ก็ยกกองทัพเรือเข้ามาทางปากน้ำเจ้าพระยา จนตีเมืองธนบุรีแตก จับนายทองอินประหาร แล้วเลยไปตีค่ายโพธิ์สามต้น แตกยับเยิน สุกี้พระนายกองตายในที่รบ ขับไล่พม่าออกไปพ้นแผ่นดินไทยสำเร็จ ในปี พ.ศ.๒๓๑๐ ซึ่งใช้เวลากู้อิสรภาพกลับคืนจากพม่า ภายในเวลา ๗ เดือนเท่านั้น

 

03

หลังจากกู้อิสรภาพได้จากนั้น พระยาตาก (พระยาวชิรปราการ) จึงยกทัพกลับมากรุงธนบุรี ทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี และปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์  เมื่อวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๑๑ ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระบรมราชาที่ ๔” แต่ประชาชนนิยมเรียกพระนามว่า “พระเจ้าตากสิน”
จากนั้นทรงยกกองทัพไปปราบปรามก๊กต่างๆ จนราบคาบ ทรงใช้เวลารวบรวมอาณาเขตอยู่ ๓ ปี คือตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๑ – พ.ศ. ๒๓๑๓ จนกอบกู้เอกราช รวมเป็นพระราชอาณาจักรเดียวดังเดิม

 

04

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงครองราชย์เป็นเวลา ๑๕ ปี จึงทรงสวรรคตเมื่อ วันเสาร์ เดือน ๕ แรม ๙ ค่ำ จศ. 1144 ปีขาล ตรงกับวันที่ ๖ เมษายน พ.ศ. ๒๓๒๕ สิริพระชนมายุได้ ๔๘ พรรษา พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถ กอบกู้ประเทศชาติให้เป็นเอกราชอิสรภาพตราบเท่าทุกวันนี

 

05

หลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าเมื่อ พ.ศ.2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้รวบรวมไพร่พลกลับมาตีเมืองธนบุรีและอยุธยาคืนจากข้าศึก
จากนั้นจึงสร้างเมืองหลวงใหม่ขึ้นมา คือ “กรุงธนบุรี” เนื่องจากกรุงศรีอยุธยาเสียหายมาก ภายหลังจากสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสิน หรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “พระราชวังกรุงธนบุรี” ขึ้นเป็นพระราชวังหลวง โดยทรงใช้เป็นที่ประทับและว่าราชการ พร้อมกับปรับปรุง “ป้อมวิไชยเยนทร์”

 

06

คาถาบูชาสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธธัสสะ (3จบ)
โอมสิโน ราชาเทวะ นะมามิหัง ชะยะ ตุภะวัง สัพพะ ศัตรูวินาส สันติ(3-9จบ)
เครื่องบวงสรวงสังเวยสำคัญ : สุราขาว มะขามเปียก ไก่ต้ม

 

07

จุดที่2 : “ป้อมวิไชยประสิทธิ์” (“ป้อมวิไชยเยนทร์”) สถาปัตยกรรมเป็นป้อมก่ออิฐฉาบปูน และมีกำแพงรูปแปดเหลี่ยมสองชั้น
ที่ด้านกำแพงชั้นในจะมีหอคอยกลมสองหลัง มองออกมาก็จะแลเห็นทิวทัศน์ได้ไกลสุดตา
บริเวณนี้เป็นจุดยุทธศาสตร์สามารถสังเกตการณ์ได้ไกล จะเห็นชัดเลยว่า ฝั่งด้านหน้าแม่น้ำเจ้าพระย
เป็นโค้งคุ้งน้ำ หากข้าศึกศัตรูมา เราก็พร้อมจู่โจมป้องกันก่อนที่ข้าศึกจะเข้าใกล้เขตพระราชวังหลวง

 

08

เดิมชื่อป้อมวิไชยเยนทร์ สร้างขึ้นในรัชสัมยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช โดยเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างต่อมาเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้อิสรภาพกลับคืนมาได้ จึงได้โปรดฯ ให้สร้างพระราชวังหลวง ในบริเวณของป้อม พร้อมกับสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นเป็นราชธานี และพระราชทานนามใหม่ว่า “ป้อมวิไชยประสิทธิ์”

 

09

จุดที่3 : “ตำหนักเก๋งคู่” เข้าสู่พระราชวังเดิมที่ด้านหลังป้อม ทางขวามือจะเห็นอาคารสีขาว 2 หลังตั้งอยู่เคียงกัน ซึ่งก็คือ “ตำหนักเก๋งคู่หลังเล็ก” และ “ตำหนักเก๋งคู่หลังใหญ่”


เจ้าหน้าที่เล่าให้เราฟังว่า หลังเล็ก สร้างขึ้นเมื่อสมัยรัชกาลที่ 2 และหลังใหญ่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 4 โดยสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ประทับ แต่ก็ไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัดว่า พระองค์ได้มาประทับเมื่อใด
เข้าไปด้านในจะเห็นการจัดแสดงพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าตากสินในด้านการรบ การสร้างเมืองใหม่ การขึ้นครองราชย์ การบริหารบ้านเมือง มีแสดงอาวุธ ดาบ หอก กระบี่ญี่ปุ่น ปืน ที่ใช้รบในสมัยนั้น  รวมทั้งบันทึกงานวรรณคดีรามเกียรติ์ตอน ท้าวมาลีวราชพิพากษาความ เป็นพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

 

10

จุดที่4 : “ท้องพระโรง” แบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกคือ “ท้องพระโรง” หรือ “วินิจฉัย”
ลักษณะคล้ายศาลากว้างๆ หลังคาประดับด้วยช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ และมุงด้วยกระเบื้องดินเผา ยกพื้นด้วยการก่ออิฐถือปูน ใช้เป็นที่เสด็จออกขุนนาง และประกอบพระราชพิธีสำคัญในสมัยกรุงธนบุรี และส่วนที่สองคือ ส่วนราชมณเฑียร เรียกว่า “พระที่นั่งขวาง” เป็นที่ประทับส่วนพระองค์ พื้นปูกระดาน เครื่องบนเหมือนท้องพระโรง  ปัจจุบันใช้เป็นห้องรับรองบุคคลสำคัญ และห้องประชุมในบางโอกาส

 

11

จุดที่5 : “พระตำหนักเก๋งพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว” เป็นตำหนักที่ประทับของ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็น เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค
สร้างขึ้นในราวปีพ.ศ. 2367-2394 อาคารนี้ถือเป็นอาคารแบบตะวันตกหลังแรกที่สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ชั้นบนเคยเป็นที่ประทับของเจ้านาย ชั้นล่างเป็นที่อยู่ของข้าทาสบริพาร หลังจากที่สมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้รับบวรราชาภิเษก ได้ทรงย้ายไปประทับ ณ พระบวรราชวัง
พระตำหนักหลังนี้ได้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท และต่อมาหลังจากที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระราชวังเดิมให้จัดตั้งเป็นโรงเรียนทหารเรือ ได้มีการปรับปรุงอาคารตำหนักเก๋งสมเด็จพระปิ่นเกล้าฯ เพื่อใช้เป็นที่ทำการของกรมยุทธศึกษาและกองแผนที่ทะเล ระหว่างปีพุทธศักราช 2445-2449 หลังจากนั้นเปลี่ยนแปลงการใช้งานเป็นคลังแผนกประวัติศาสตร์ กรมเสนาธิการทหารเรือ กองบังคับการโรงเรียนนายเรื
ห้องทำงานผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพเรือและสำนักงานนายทหารเรือหญิงผู้ใหญ่เป็นต้น
ปัจจุบัน ชั้นบนจัดเป็นที่จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว
ชั้นล่างจัดเป็นนิทรรศการเงินตรา และเครื่องถ้วยโบราณของไทย

 

12

จุดที่6 : ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สถานที่ประดิษฐาน พระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชในท่าประทับยืนและทรงพระแสงดาบ ซึ่งเป็นที่สักการะบูชาของคนไทยมายาวนาน

 

13

จุดที่7 : ในการขุดสำรวจพื้นที่ระหว่างศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระตำหนักเก๋งคู่หลังเล็กระหว่างการบูรณะครั้งปัจจุบัน ได้พบฐานอาคารทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้าง 4.5 เมตร ยาวประมาณ 9 เมตร ซึ่งเมื่อพิจารณาจากหลักฐานทางเอกสารประกอบ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าน่าจะเป็นอาคารศาลศีรษะปลาวาฬซึ่งบันทึกไว้ว่า เป็นเก๋งจีนชั้นเดียวคล้ายศาลเจ้าจีน ภายในเก๋งมีกระดูกปลาวาฬ ศาลนี้ได้พังลงมาในวันที่สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจาตุรนต์รัศมี กรมพระจักรพรรดิพงศ์สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ.2443  แล้วไม่มีการสร้างขึ้นมาใหม่อีก แต่ได้นำกระดูกปลาวาฬมาเก็บรวมไว้ที่ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินเท่านั้น

14

 

15

จุดที่8 : เรือนเขียว เป็นอาคารโรงพยาบาลเดิมของโรงเรียนนายเรือ ปัจจุบันเป็นห้องแสดงวิดีทัศน์เกี่ยวกับพระราชวังเดิม

 

16

พระราชวังเดิม หรือพระราชวังกรุงธนบุรี สร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ปี พ.ศ. 2310
ตรงกับการสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีของไทย ซึ่งปัจจุบันตั้งอยู่ในกองบัญชาการกองทัพเรือ
พระราชวังเดิมแห่งนี้ ได้รับรางวัลจากยูเนสโก สาขาการรักษาอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม เอเชีย แพซิฟิก เฮอริเทจ อวอร์ด เมื่อปี 2004

ภายหลังจากสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานีแล้ว สมเด็จพระเจ้าตากสิน หรือสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุร
ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้าง “พระราชวังกรุงธนบุรี” ขึ้นเป็นพระราชวังหลวง
โดยทรงใช้เป็นที่ประทับและว่าราชการ พร้อมกับปรับปรุง “ป้อมวิไชยเยนทร์”
ซึ่งเดิมเป็นป้อมปราการของเมืองบางกอก และพระราชทานชื่อให้ใหม่ว่า “ป้อมวิไชยประสิทธิ์”
“พระราชวังเดิม”เป็นพระราชวังหลวงแห่งเดียวของกรุงธนบุรี

 

17

 

18

 

19

 

20

 

21

 

22

 

23

 

24

 

25

 

26

 

27

 

28

พระราชวังเดิมได้เป็นที่ประทับของพระราชวงศ์ ที่สำคัญมาตลอด จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อพระองค์ทรงจัดตั้งโรงเรียนนายเรือขึ้น ได้ทรงเห็นว่า พระราชวังเดิมตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะ จึงได้พระราชทานให้เป็นที่ตั้งของโรงเรียนนายเรือ ตราบจน พ.ศ. ๒๔๙๒ ถึงได้เปลี่ยนเป็นกองบังคับการกองทัพเรือ และกรมการเงินทหารเรือ ปัจจุบันคือ ที่ตั้งของกองบัญชาการกองทัพเรือ

39

 

29

 

30

31

32

33

34

35

36

37

38

 

40

 

41

ฟอสซิลกระโหลกปลาวาฬ ซึ่งหากเมื่อเทียบลำตัว คาดว่าจะมีลำตัวยาวถึง 14 เมตร

 

42

 

43

 

44

 

45

 

46

 

47

ทางเข้าด้านหน้าท้องพระโรง

 

48

 

49

 

50

 

51

ที่ตั้งพระราชวังเดิม : ถนนวังเดิม แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ

เปิดทำการวันจันทร์ – วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 09.00 -15.30 น.

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทีwww.wangdermpalace.com

หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม มูลนิธิอนุรักษ์โบราณสถานในพระราชวังเดิม กองบัญชาการกองทัพเรือ

ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงวัดอรุณ เขตบางกอกใหญ่ โทร.0 2475 4117, 0 2466 9355 — ที่ พระราชวังเดิม

Facebook Comments



ใส่ความเห็น

Shares