Search
วันอังคาร 21 มกราคม 2020
  • :
  • :

Follow: ตามทริปย้อนรอยทวารวดี

ขงจื๊อ กล่าวไว้ว่า “จงศึกษาจากอดีต หากท่านต้องการสร้างอนาคตให้ชัดเจน”

เป็นถ้อยคำที่จริงแท้ยิ่งนัก โดยเฉพาะกับการได้ร่วมเดินทางไปในทริปนี้

“ทริปย้อนรอยทวารวดี”

P01

…………………………………………….

ผมได้มีโอกาสไปร่วมทริปเดินทาง “ย้อนรอย ทวารวดี” กับ Museum Family ที่ได้รับการคัดเลือกผ่านการร่วมสนุกตอบคำถามจากทาง Museum Siam นะฮะ เป็นทริปเดินทาง 2 วัน 1 คืน ผ่าน 3 จังหวัดได้แก่ นครปฐม, กาญจนบุรี และปิดทริปกันที่ จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ทาง Museum Siam จะพาเราชาว Museum Family ย้อนรอยประวัติศาสตร์ ผ่านแหล่งเรียนรู้ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของยุคสมัยทวารวดีนะครับ

เมื่อทุกคนพร้อมก็เริ่มเดินทางไปยังจุดหมายแห่งแรกกันเลย

วันที่ 1

P03

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจังหวัดนครปฐม

จากเขตพระนคร รถบัสประจำทริปของเราก็เดินทางโดยใช้เส้นทาง บรมราชชนนี-พุทธมณฑล ในระยะเวลา 1 ชั่วโมง มิวเซียมแฟมิลี่ก็เดินทางมาถึงยังองค์พระปฐมเจดีย์ จุดหมายแห่งแรกของทริปย้อนรอยทวารวดี พิพิธภัณฑสถานแห่งชาตินครปฐมนั้นตั้งอยู่ในบริเวณองค์พระปฐมเจดีย์ฝั่งทางเข้าด้านหลวงพ่อศิลาขาวห่างจากทางเข้าเพียงไม่กี่ร้อยเมตร ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้น้อยใหญ่ก็จะพบกับตัวอาคารที่เป็นพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่

P02

P04

ภายในพิพิธภัณฑ์นั้นเก็บรวบรวมวัตถุทางประวัติศาสตร์ในยุคสมัยทวารวดี (พ.ศ.1100 – 1600) ไว้ได้อย่างมากมาย ทั้งแบบจำลองจากพื้นที่การขุดค้นพบวัตถุทางประวัติศาสตร์ในยุคสมัยทวารวดี ศิลปะดินเผาต่างๆที่นำเสนอให้เห็นถึงการแต่งกายของชนพื้นเมืองในยุคสมัยทวารวดี เครื่องสำริด ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่ขุดค้นพบเจอ หลักศิลาจารึก เย ธัมมาฯ รวมทั้ง ธรรมจักร อันงดงามที่ทรงคุณค่าทั้งในด้านศิลปะและประวัติศาสตร์

P05
P06

P07

P08

Note: จากการขุดค้นพบว่ามีการก่อตั้งชุมชนที่นครปฐมตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ รวมทั้งพบหลักฐานของการเผยแพร่ทั้งทางด้านศาสนาและวัฒนธรรมมาจากทางอินเดียรวมทั้งการค้าขาย โดยเฉพาะศาสนาพุทธเป็นที่นับถือกันอย่างมากในยุคสมัยทวารวดีที่จะเห็นถึงการพัฒนาทางด้านศาสนาจากยุคเริ่มแรกที่มีเพียงธรรมจักรเป็นดั่งตัวแทนของพระพุทธเจ้า จนต่อมาพัฒนาเป็นรูปปั้นดั่งเช่นหลวงพ่อศิลาขาวที่ตั้งอยู่ตรงทางขึ้นพระปฐมเจดีย์ และจากการเข้ามาของศาสนานี่เองที่ทำให้เกิดการบันทึกเป็นตัวอักษรคำว่า เย ธัมมา ในศิลาจารึกและนี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ยุคสมัยทวารวดี

และจากการขุดค้นพบเหรียญเงิน 2 เหรียญที่โบราณสถานเนินหิน ใกล้วัดพระประโทนจังหวัดนครปฐมเมื่อ พ.ศ.2486 ด้านหนึ่งมีข้อความจารึกเป็นภาษาสันสกฤตอ่านได้ว่าศรีทวารวดี ศวรปุณยะ ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า บุญของผู้เป็นเจ้าแห่งทวารวดี รวมทั้งหลักฐานชั้นต้นจากบันทึกดินแดนตะวันตกยุคราชวงศ์ถังของพระถังซ่ำจั๋งที่มีการพูดถึง อาณาจักร โถโลโปตี้ ซึ่งเป็นการออกเสียงคำว่า ทวารวดี ในแบบของคนจีน จึงเป็นหลักฐานสำคัญในการมีอยู่ของทวารวดีนั่นเอง

ของเด็ดจากแหล่งเรียนรู้: หลักศิลาจารึก เย ธัมมาฯ, ธรรมจักร และพระพุทธรูปพนัสบดี

P10

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติบ้านเก่า จังหวัดกาญจนบุรี

แหล่งโบราณคดีแห่งแรกที่สร้างขึ้นตรงจุดขุดค้นของประเทศไทยตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแควน้อย ของ ต.บ้านเก่า ห่างจากตัวเมือง 35 กิโลเมตร เป็นแหล่งอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ มีการขุดค้นพบดครงกระดูกมนุษย์สมัยหินใหม่ เครื่องมือและเครื่องใช้ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ หากเดินทางมาโดยทางรถยนต์ตามเส้นทางสายกาญจนบุรี-สังขละบุรี ตามทางหลวงหมายเลข 323 เลี้ยวตรงแยกเข้าบ้านเก่าที่กิโลเมตรที่ 10 ไปบนถนนสายลาดยางประมาณ 20 กิโลเมตร ถึงบ้านเก่าแยกเข้าพิพิทธภัณฑ์บ้านเก่าประมาณ 1 กิโลเมตร หรือหากมาทางรถไฟสายกาญจนบุรี-น้ำตก ลงที่สถานีบ้านเก่าและเดินทางตามทางรถยนต์อีก 2 กิโลเมตร ก็จะมาถึงตัวพิพิธภัณฑ์บ้านเก่า

P12

P11

ภายในพิพิธภัณฑ์นั้นเก็บรวบรวมโบราณวัตถุในยุคอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ ทั้งข้าวของเครื่องใช้ เครื่องประดับ โลงไม้ หินขัด หินลับ กำไลหิน ภาชนะดินเผา เครื่องสำริดและโครงกระดูกมนุษย์ในยุคหินใหม่ นับเป็นแหล่งอารยธรรมก่อนประวัติศาสตร์ที่สำคัญของโลก

P13

P14

P15

Note: หากเปรียบเทียบกับปัจจุบันที่มีชุมชนบ้านเรือนและการค้าขายเติบโตรอบบริเวณรถไฟฟ้า ในอดีตยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ยังไม่มีการจดบันทึกเป็นตัวอักษรนั้นก็ไม่ต่างกัน เพียงแต่ว่าชุมชนและการค้าขายนั้นเติบโตบริเวณริมฝั่งแม่น้ำมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าที่เชื่อมโยงตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงยุคอาณาจักรอยุธยาเลยทีเดียว

อีกทั้งยังได้รับรู้ว่าก่อนที่จะมีการเผยแพร่ศาสนาจากอินเดียเข้ามา คนพื้นเมืองในยุคก่อนประวัติศาสตร์นั้นมีศาสนาผีเป็นถือนับถืออยู่ทั่วไป โดยมีผู้หญิงเป็นผู้นำก่อนที่จะเริ่มเสื่อมอำนาจลงจากการเข้ามาของศาสนาพุทธที่มีผู้ชายเป็นผู้นำขึ้นมาแทน รวมทั้งจากการขุดค้นพบทำให้ทราบว่าในยุคนั้นคนพื้นเมืองมีการกินข้าวเหนียวเป็นอาหารหลักที่สืบเนื่องมาจนถึงยุคสมัยทวารวดีจากก้อนอิฐที่มีการนำแกลบข้าวเหนียวเป็นส่วนผสมในนั้น

ของเด็ดจากแหล่งเรียนรู้: ภาชนะดินเผาสามขา และ โลงไม้

เสร็จจากการเยี่ยมชมและรับฟังการบรรยายจากเจ้าหน้าที่ประจำพิพิธภัณฑ์บ้านเก่าและอาจารย์ศิริพจน์แล้ว มิวเซียมแฟมิลี่ ก็พร้อมที่จะออกเดินทางไปยังจุดหมายแห่งที่ 3 ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์บ้านเก่าเท่าไรนัก

P16

อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์

จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่าน จ.นครปฐม ขับมาประมาณ 9 กม. จะพบสะพานลอยข้ามไปทาง จ.กาญจนบุรี
ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ขับมาประมาณ 7 กม. ท่านจะพบสี่แยก ให้ท่านเลี้ยวขวา (แยกซ้ายไปบ้านโป่ง ตรงไปคือถ้ำค้างคาว) เพื่อไปยัง อ.เมืองกาญจนบุรี จากนั้นมุ่งหน้าสู่สี่แยกแก่งเสี้ยน ให้ขับไปทาง อ.ไทรโยค (ผ่านสถาบันราชภัฏกาญจนบุรี บริษัทเจียไต๋) ประมาณ 30 กม. จะมีป้ายบอกทางไป อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์ จากนั้นให้ท่านเลี้ยวซ้ายมือ แล้วขับไปอีกประมาณ 10 กม. ก็จะถึง อุทยานประวัติศาสตร์เมืองสิงห์
P17

p18

ซึ่งตั้งอยู่ในเขตตำบลสิงห์ อำเภอไทรโยค แต่ก่อนเคยเป็นเมืองสิงห์ มีผังเมืองเกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส อยู่บนที่ราบริมฝั่งด้านขวาของแม่น้ำแควน้อย พื้นที่ประมาณ 641 ไร่ 1 งาน 65 ตารางวา กำแพงเมืองก่อด้วยศิลาแลง ขนาดกว้าง 880 เมตร มีประตูเข้าออกทั้ง 4 ด้าน บริเวณด้านนอกกำแพงเมืองสามด้าน (ด้านตะวันตก เหนือ และตะวันออก) มีคูน้ำคันดินกั้นเป็นกรอบล้อมรอบอีก 7 ชั้น ส่วนทางด้านทิศใต้ กำแพงเมืองคดโค้งไปตามแนวลำน้ำแควน้อย ที่เป็นปราการธรรมชาติ

p19
p20
p21
p22
p23

Note: โบราณสถานเพียงแห่งเดียวจากอิทธิพลของขอมทางภาคตะวันตกของประเทศไทย จากลักษณะทางศิลปกรรม สามารถกำหนดอายุได้ว่า ปราสาทหลังนี้สร้างขึ้นประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในสมัยที่พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ทรงปกครองเขมร  และจากการขยายอำนาจของขอมจึงเป็นที่มาของการสิ้นสุดยุคสมัยทวารวดีในกาลต่อมานั่นเอง

บนศิลาจารึกหลักหนึ่งที่ปราสาทพระขรรค์ มีข้อความที่สรรเสริญความกล้าหาญและการทำบุญกุศลของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ มีตอนหนึ่งกล่าวถึงชื่อเมืองต่างๆ ๒๓ แห่ง ว่า เป็นที่ประดิษฐานพระชัยพุทธมหานาม พระพุทธรูปองค์หนึ่งซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับเมืองสิงห์และบริเวณใกล้เคียง โดยเฉพาะได้ระบุชื่อเมือง ๖ เมือง ได้แก่ ลโวทยะปุระ สุวรรณปุระ ศัมพูกะปัฏฏนะ ศรีราชบุรี ศรีชัยสิงหบุรี และ ชัยวัชรบุรีซึ่งตีความว่าอยู่ในเขตภาคกลางของประเทศไทย กล่าวคือ เมืองลโวทยปุระคือเมืองละโว้หรือลพบุรี สุวรรณปุระคือเมืองสุพรรณบุรี ชัยราชบุรีคือเมืองราชบุรี ชัยวัชรบุรีคือเมืองเพชรบุรี และเมืองศรีชัยสิงหบุรีก็คือเมืองสิงห์ที่ตั้งปราสาทเมืองสิงห์ในจังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นที่ตั้งของปราสาทเมืองสิงห์นี้ เมืองสิงห์ และปราสาทเมืองสิงห์คงถูก ทิ้งร้างไปในช่วงที่เขมรหมดอำนาจ เพราะไม่ปรากฏมีการกล่าวถึงชื่อเมืองสิงห์ ในสมัยสุโขทัย และอยุธยา อีกเลย

เอกลักษณ์ที่โดดเด่นก็คือ ตัวเมืองมีรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดพื้นที่ประมาณ ๑ ตารางกิโลเมตร มีคูเมือง คันดิน และกำแพงเมืองศิลาแลงล้อมรอบ ที่กลางเมืองมีโบราณสถานทรงปราสาท ซึ่งสร้างขึ้นตามลักษณะศิลปะเขมรแบบบายน และมีโบราณวัตถุที่เป็นประติมากรรมตามลักษณะศิลปะเขมรแบบเดียวกัน และนั่นก็ทำให้แตกต่างจากยุคเริ่มต้นของยุคสมัยทวารวดีที่มีการก่อตั้งชุมชนในลักษณะกระจายไปทั่วบริเวณไม่ได้รวมตัวเป็นเมืองอย่างเช่นขอม

ของเด็ดจากแหล่งเรียนรู้:

พิพิธภัณฑ์จัดแสดงศิลปวัตถุ

อาคารสำหรับเก็บ และจัดแสดงวัตถุต่างๆ ที่ได้จากการขุดแต่งโบราณสถาน เช่นภาชนะดิน เครื่องมือเครื่องใช้ เครื่องประดับที่ทำด้วยหินและแก้ว รวมทั้งโครงกระดูก และมีวัตถุบางส่วนได้ถูกนำมาจัดแสดงอยู่ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร

โบราณสถานหมายเลข 1

โบราณสถานที่มีความสมบูรณ์ที่สุดในอุทยาน ตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางของตัวเมือง มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ก่อสร้างด้วยศิลาแลง ประดับด้วยลวดลายปูนปั้น มีร่องรอยของกำแพงแก้วล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน ภายในประดิษฐานพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ในภาคที่เรียกว่า “เปล่งรัศมี” คือ มีพระกร 8 กร (ซึ่งหากมองพิเคราะห์ตัวรูปปั้นของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรจะให้ถึงรายละเอียดของพระพุทธรูปองค์เล็กๆรอบตัวนั่นจึงเป็นที่มาของภาค”เปล่งรัศมี”นี่เอง)

หลุมฝังศพสมัยก่อนประวัติศาสตร์

ที่ขุดค้นพบโครงกระดูกสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ภายในหลุมศพพบโบราณวัตถุจำนวนมาก เช่น ภาชนะสำริด ภาชนะดินเผา เครื่องประดับ กำหนดอายุได้ราว 2,000 ปี แสดงให้เห็นว่าคนโบราณตั้งถิ่นฐานในบริเวณนี้มานานก่อนจะมีการก่อสร้างปราสาทเมืองสิงห์เสียอีก

วันที่ 2

p24

 

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง

จากตัวเมืองสุพรรณบุรี วิ่งมาทางอำเภออู่ทองตามถนนมาลัยแมน ระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร จะพบวงเวียนที่เป็นหอนาฬิกา ให้เลี้ยวซ้าย และกลับรถ เลยอุทยานมังกรสวรรค์หรือศาลหลักเมืองมา จะพบทางเลี้ยวซ้ายเข้าพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง

p25

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง มีความโดดเด่นมากในเรื่องการเป็นพิพิธภัณฑ์ที่จัดแสดงหลักฐานในยุคสมัยทวารวดีที่นับได้ว่าน่าจะสมบูรณ์ที่สุดในไทย จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานที่เก็บรักษาและจัดแสดงโบราณวัตถุที่ได้รับจากการบูรณะเมืองอู่ทอง ซึ่งเมืองอู่ทองนี้นับว่าเป็นอาณาจักรโบราณก่อนอยุธยามาก มีหลักฐานทางภูมิศาสตร์วางผังเมืองเป็นรูปวงรี แบบเดียวกับเมืองโบราณนครปฐม และยังสันนิษฐานว่าดินแดนนี้เป็นศูนย์กลางของอารยธรรมยุคทวารวดีทั้งหมด เป็นเมืองท่าที่สำคัญก่อนที่จะเสื่อมลงเพราะเกิดตะกอนทับถมของแม่น้ำจนกลายเป็นแผ่นดินใหม่อย่างกรุงเทพฯในปัจจุบัน และการแผ่อิทธิพลของทางวัฒนธรรมเขมรในเวลาต่อมา

นอกจากนั้นยังเป็นสถานที่รวบรวมศิลปะโบราณวัตถุในสมัยต่างๆ ที่ขุดค้นพบ และแสดงวิวัฒนาการของมนุษย์ยุคต่างๆ ที่เคยอาศัยอยู่ในดินแดนแถบสุพรรณบุรี แบ่งออกเป็น 2 อาคาร คือ อาคารที่ 1 จัดแสดงการค้นพบเมืองอู่ทองสมัยก่อนประวัติศาสตร์และสมัยวัฒนธรรมทวารวดี พระพุทธรูปสมัยทวารวดี อาคารที่ 2 จัดแสดงห้องชาติพันธุ์วิทยาและลูกปัดที่ค้นพบในเมืองอู่ทองตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ถึงสมัยทวารวดี

p26

p27
p28
p29
p30
p32
p31

Note: ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทองนั้นเก็บเรื่องราวนับตั้งแต่สมัยที่ยังเรียกผืนแผ่นดินแถบนี้ว่า “สุวรรณภูมิ” โดยนักวิชาการของประเทศต่างๆ ทั้งนักวิชาการตะวันตก และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้พบหลักฐานทางโบราณคดีที่แสดงให้เห็นถึงร่องรอยความเจริญของดินแดนสุวรรณภูมิปรากฏอยู่ในเมืองโบราณต่างๆของประเทศไทยจำนวนมากโดยมี “เมืองอู่ทองโบราณ” เป็นเมืองสำคัญเมืองหนึ่ง ซึ่งนักวิชาการสันนิษฐานว่าเป็นสถานีการค้าที่สำคัญสมัยสุวรรณภูมิ

“สุวรรณภูมิ” มีความหมายรากศัพท์ว่า “ดินแดนหรือแผ่นดินแห่งทอง” มีการบันทึกในหนังสือ “อี้อู๋จื้อ” เขียนขึ้นในสมัย ฮั่น ตะวันออก (พ.ศ. 568 -763) แต่งโดย หยาง ผู่ ที่เรียกขานว่า อาณาจักรจินหลิน หรือ จินเฉิน แปลว่า “อาณาจักรทองคำ” ชื่อนี้เป็นที่รู้จักกันดีของพ่อค้าและนักเดินทางจากดินแดนต่างๆทั่วทุกมุมโลก เมื่อประมาณ 2,000 – 2,500 ปีที่ผ่านมา โดยปรากฏชื่ออยู่ในแผนที่เดินเรือของพ่อค้าชาวตะวันตก คัมภีร์และหนังสือชาดกสำคัญหลายเรื่องว่าเป็นดินแดนที่พ่อค้าต่างชาตินิยมเดินทางมาค้าขาย เพื่อความมั่งคั่งร่ำรวย เนื่องมาจากการเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญ ได้แก่ เครื่องเทศต่างๆ ตลอดจนแร่ธาตุมีค่า เป็นต้นว่า ทองคำ ทองแดง ดีบุก ตะกั่ว ฯลฯ ประกอบกับการมีทำเลที่ตั้งอันเหมาะสม อยู่กึ่งกลางระหว่างโลกตะวันตกและตะวันออก ได้แก่ อาณาจักรโรมัน เปอร์เซีย อาหรับ จีน อินเดีย ฯลฯ ทำให้สุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลาง และเส้นทางการค้าที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกยุคโบราณ

ของเด็ดจากแหล่งเรียนรู้: เหรียญกษาปณ์โรมัน, ธรรมจักรที่สมบูรณ์, อาคารจัดแสดงหมายเลข 2 ห้องจัดแสดงชั้นล่าง“อู่ทองศูนย์กลางแห่งพระพุทธศาสนา” และงานฝีมือการทำทองของคนในยุคสมัยทวารวดี เป็นต้น

p34

รอยพระพุทธบาท วัดเขาดีสลัก และ โบราณสถานหินตั้ง ณ เขาไข่เต่า

วัดเขาดีสลัก ตั้งอยู่หมู่ที่ 5 ตำบลดอนคา ห่างจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง ประมาณ 13 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยใช้ทางหลวงชนบทสุพรรณบุรี 3019 ภายในวัดมีรอยพระพุทธบาทจำลอง ซึ่งในปี พ.ศ. 2535 ฯพณฯบรรหาร ศิลปอาชา ให้กรมศิลปากรมาพิสูจน์รอยพระพุทธบาท สรุปได้ว่าเป็นสมัยใกล้เคียงกับพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี เลยให้มีการสร้างมณฑปบนยอดเขาและสร้างถนนขึ้นเขา พัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเสร็จใช้เวลา 5 ปี สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จพระราชดำเนินไปเปิดเมื่อปี พ.ศ.2542

p35

รอยพระพุทธบาทจำลองสลักบนแผ่นหินทรายสีแดง รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สลักเป็นรูปนูนต่ำ ลายกลีบบัวโดยรอบพระบาท ปลายนิ้วพระบาทยาวไม่เสมอกัน ข้อนิ้วพระบาทมี 2 ข้อ โดยข้อนิ้วพระบาทข้อแรก ทำลายขมวดเป็นรูปก้นหอยตามคัมภีร์มหาบุรุษลักษณะหรือ มหาปริสลักขณะ ดังที่พรรณนาไว้ใน ปฐมสมโพธิกถาฉบับภาษาบาลี รวมทั้งในคัมภีร์ลิลิตวิสูตรฉบับภาษาสันสกฤต ข้อนิ้วที่ 2 ทำเป็นลายก้นขด หรือใบไม้ม้วนลักษณะคล้ายกับลวดลายพันธุ์พฤกษาซึ่งนิยมใน ศิลปะแบบทวารวดี ซึ่งจะเห็นได้จากลวดลายปูนปั้นประดับ
p36
อันเนื่องในพุทธศาสนาในสมัยทวารวดี บริเวณฝ่าพระบาททำเป็นรูปธรรมจักรขนาดเล็กมีกงล้อธรรมจักรจำนวน 16 ซี่ อยู่กลางฝ่าเท้าและรายล้อมด้วยภาพสลักรูปมงคล 108 ประการ อยู่ในกรอบวงกลม มีลักษณะแตกต่างจากรอยพระพุทธบาทที่พบที่อื่น คือ รอยพระพุทธบาทนูน ขนาดกว้างประมาณ 65.5 เซนติเมตร ยาว 141.5 เซนติเมตร อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 14-16

ที่มาข้อมูล: http://www.sadoodta.com/info/%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%AA%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81#sthash.8tLTCY2W.dpuf

รอยพระพุทธบาทนี้มีลักษณะเด่นตรง ครุฑ ที่เป็นรูปหน้าคน ที่แตกต่างจากศิลปะยุคอยุธยาที่ ครุฑ จะเป็นหน้านก

p37

โบราณสถานหินตั้ง เขาไข่เต่า ตั้งอยู่ห่างจากวัดเขาดีสลักเพียง 2.7 กิโลเมตร สามารถเดินทางไปยังทิศเหนือของทางหลวงชนบท 3019 ประมาณ 900 เมตรเลี้ยวซ้าย ตรงไปตามทางอีก 900 เมตรเบี่ยงขวา สังเกตุป้าย 27 รีสอร์ทก็จะมาถึงเขาไข่เต่า

p39

หินตั้งที่เขาไข่เต่า ฐานด้านล่างสร้างขึ้นเมื่อราว พศ. 500-1000 ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่คนพื้นเมืองยังมีการนับถือ ผี เป็นศาสนา ฐานชั้นที่สองมีร่องรอยของอิฐขนาดใหญ่ ซึ่งนิยมใช้ในกลุ่มเจดีย์แปดเหลี่ยม ยุคหลังทวารวดี – อยุธยา พิจารณาจากการพบแกลบข้าวเหนียวในก้อนอิฐ และด้านบนมีการก่อสร้างเจดีย์โดยชาวตลาดอู่ทองเมื่อปี พศ. 2531 ที่มาขอเลขเด็ดจากเจ้าพ่องูใหญ่ พอสมหวังจึงมาสร้างเจดีย์แก้บนทับบนเนินหินตั้ง
ทำให้โบราณสถานหินตั้ง เขาไข่เต่าแห่งนี้จึงยังมีสภาพที่สมบูรณ์ (อ่าห์ ขอบคุณหวย!)

p38

วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร

แล้วก็มาถึงสถานที่สุดท้ายของทริปย้อนรอยทวารวดี เสร็จสิ้นจากการไหว้พระให้เป็นสิริมงคล อาจารย์ ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ  ก็อธิบายถึงลักษณะขององค์พระที่เป็นการผสมผสานของสองวัฒนธรรมระหว่างจีนที่เน้นการสร้างในรูปร่างที่ใหญ่โต และขอมจากลักษณะของปีกนกที่หว่างคิ้วขององค์พระประธาน และคาดว่าน่าจะถูกสร้างมาก่อนสมัยอยุธยา

นอกจากนั้นทางด้านหลังอุโบสถ ยังมีหินแกะสลักจากยุคทวารวดีอีกด้วย

p40

p41

สรุป:

จากสายธารประวัติศาสตร์นับแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่คนพื้นเมืองสร้างถิ่นฐานอาศัย ค้าขายตามริมฝั่งแม่น้ำ กินข้าวเหนียว และนับถือศาสนาผี จนกาลเวลาไหลผ่านมาจนถึงช่วงเริ่มต้นยุคทวารวดีที่มีการเผยแพร่ศาสนาพุทธที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในชนชาวพื้นเมืองสมัยทวารวดี การเติบโตทางด้านภาษาจาก ขอม ลาว มอญ ก็เริ่มผสมปนเปจนสร้างรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของภาษาไทยขึ้นมา และการค้าขายที่เจริญเติบโตมากยิ่งขึ้น มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเข้ามาหมุนเวียนแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมในดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้

จนล่วงเลยมาถึงการสิ้นสุดยุคสมัยทวารวดี

ทั้งหมดนี้ยังมีเรื่องราวที่น่าค้นหาผ่าน พิพิธภัณฑ์ แหล่งเรียนรู้ ที่มีอยู่มากมายในประเทศไทยและมันน่าสนุกกว่าในตำราเรียน ให้ออกไปสัมผัสกับประสบการณ์ผ่านการท่องเที่ยวและเรียนรู้ประวัติศาสตร์ด้วยใจและกาย

ดั่งคำของขงจื๊อ ที่กล่าวไว้ว่า “จงศึกษาจากอดีต หากท่านต้องการสร้างอนาคตให้ชัดเจน”

ขอขอบคุณครับ

(///▽///)
p42

Facebook Comments



ใส่ความเห็น

Shares