Search
วันพฤหัส 25 เมษายน 2019
  • :
  • :

ประกาศ กำหนดการ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในหลวง ร.10

สำนักพระราชวัง ประกาศ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในหลวง ร.10
เปิดกำหนดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ให้ 6 พ.ค. 2562 เป็นวันหยุดราชการ

รายงานข่าวในวันที่ 1 ม.ค. 62 สำนักพระราชวัง เผยแพร่ประกาศสำนักพระราชวัง เรื่อง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ในวันที่ 4-6 พฤษภาคม 2562

ข้อความระบุว่า…

เลขาธิการพระราชวัง รับพระราชโองการเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ให้ประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่า โดยที่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทย ตามคำกราบทูลเชิญของประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่ประธานรัฐสภา กราบบังคมทูลในนามของปวงชนชาวไทยนั้น

ทรงพระราชดำริว่า เป็นโอกาสอันควรที่จะได้ประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ตามพระราชประเพณี เพื่อความเป็นสวัสดิมงคลของประเทศชาติ และราชอาณาจักร ให้เป็นที่ชื่นชมยินดีของประชาชน ผู้มีความหวังตั้งใจอยู่ทั่วกัน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตั้งการพระราพิธีบรมราชาภิเษกขึ้น ดังนี้

กำหนดการงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
มีกำหนดงาน 3 วัน คือวันที่ 4-5-6 พฤษภาคม 2562

วันที่ 4 พฤษภาคม 2562
พระราชพิธีบรมราชาภิเษก และเสด็จออกมหาสมาคม พระบรมวงศานุวงค์ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายพระพรชัยมงคล จากนั้น พระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร

วันที่ 5 พฤษภาคม 2562
พระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย พระนามาภิไธย และสถาปนาฐานันดรศักดิ์พระบรมวงศานุวงค์ จากนั้น เสด็จเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางสถลมาคร

วันที่ 6 พฤษภาคม 2562
เสด็จออก ณ.สีหบัญชร พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท พสกนิกรเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล จากนั้น เสด็จออก ณ. พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท คณะทูตานุทูต และกงสุลต่างประเทศ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระพรชัยมงคล

ส่วนการเสด็จเลียบพระนคร โดยขบวนพยุหยาตราทางชลมาคร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้มีขึ้น ในช่วงการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน ปลายปีพุทธศักราช 2562

เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์


เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์” เป็นเครื่องทรง 5 อย่างของพระมหากษัตริย์ไทย
เครื่องทรงเหล่านี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า “พระเจ้าอยู่หัวพระองค์นั้นๆ ได้ผ่านพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นพ่ออยู่หัว” ตรงตามโบราณราชประเพณีที่สืบทอดกันมาแต่ครั้งกรุงเก่าทุกประการ ซึ่งพระเจ้าอยู่หัวจะทรงเครื่องเบญจราชฯ นี้ เพียงแค่ครั้งเดียว นั่นก็คือวันที่พระองค์เข้าพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นพ่ออยู่หัว และจะไม่ทรงเครื่องเบญจราชฯ อีกเลยตลอดรัชกาล
เพราะเครื่องเบญจราชฯ เป็นเครื่องทรงที่สงวนไว้สำหรับพิธีบรมราชาภิเษกเท่านั้น!
ดังนั้นหลังจากพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว เจ้าพนักงานจะอัญเชิญเครื่องเบญจราชฯ ทอดถวายไว้ที่ข้างๆ พระราชบัลลังก์แทน เครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ สงวนไว้สำหรับ พิธีบรมราชาภิเษกเท่านั้น

ประกอบไปด้วยเครื่องทรง 5 อย่างคือ


พระมหาพิชัยมงกุฎ
แสดงถึงยอดพระวิมานของพระอินทร์หรือเทพ พระมหามงกุฎนี้สร้างขึ้นในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 1 ทำด้วยทองคำลงยาประดับเพชร ครั้นถึงสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ทรงมีรับสั่งให้นำเพชรเม็ดใหญ่จากประเทศอินเดียมาประดับไว้บนยอดพระมหาพิชัยมงกุฎ ซึ่งมีความหมายว่าเป็นของหนัก เป็นพระราชภาระของพ่ออยู่หัว เพราะต้องทรงแบกรับความทุกข์ ความโศก และโรคภัยของประชาชนทั้งปวง พระมหาพิชัยมงกุฎมีน้ำหนักกว่า 7.3 กิโลกรัม

พระแสงขรรค์ชัยศรี
แสดงถึงพระราชศาตราวุธประจำพระมหากษัตริย์ เสมือนเป็นพระปัญญาในการปกบ้านครองเมือง พระแสงองค์นี้เป็นของเก่า เดิมตกจมอยู่ในทะเลสาบเขมรที่เมืองเสียมราฐ ชาวประมงทอดแหได้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน)เจ้าเมืองเสียมราฐจึงนำมาทูลเกล้าถวายพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่1 เมื่อวันที่พระแสงองค์นี้มาถึงพระนคร ได้เกิดฟ้าผ่าลงกลางพระนครตามทางที่อัญเชิญถึง 7 แห่ง รัชกาลที่1จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทำด้ามและฝักขึ้นใหม่ด้วยทองลงยาประดับมณี หนักกว่า 1.9 กิโลกรัม

ธารพระกร
แสดงถึงพระมหากษัตริย์ทรงครองราชย์โดยธรรม สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่1ทำด้วยไม้ชัยพฤษ์ปิดทอง หัวและสันเป็นเหล็กคร่ำลายทอง ลักษณะเหมือนกับไม้เท้า มีความยาว 118 เซนติเมตร

วาลวีชนี (พัดและแส้)
แสดงถึงพระราชภารกิจที่คอยปัดเป่าความทุกข์ บำรุงความสุขให้ไพร่ฟ้าประชาชน ทั้ง 2 สิ่งนี้พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่1ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างขึ้น พัดวาลวีชนีทำด้วยใบตาลปิดทองทั้ง2ด้าน ด้ามและเครื่องประกอบทำด้วยทองคำลงยา ส่วนพระแส้ทำด้วยขนจามรี มีด้ามเป็นแก้ว

ฉลองพระบาทเชิงงอน
ฉลองพระบาทนี้มีที่มาจากเกือกแก้ว ซึ่งหมายถึง แผ่นดินอันเป็นที่รองรับเขาพระสุเมรุ เป็นที่อาศัยแก่อาณาประชาราษฎร์ทั้งหลายทั่วแว่นแคว้นขอบขัณฑสีมา ฉลองพระบาทเชิงงอนนี้ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่1ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นเครื่องราชกกุธภัณฑ์ตามแบบอินเดียโบราณ

ขอบคุณข้อมูลที่มาจาก:: คลังประวัติศาสตร์ไทย, เฟซบุ๊กคุณ Ramet Tanawangsri),

ภาพประวัติศาสตร์สำคัญ เมื่อครั้งเข้าพิธีบรมราชาภิเษกขึ้นเป็นพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และเมื่อครั้งพระราชพิธีเฉลิมพระชนม์พรรษา ในปี พ.ศ.2552

สรุป กำหนดการการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ดังนี้

เดือนเมษายน

6 เมษายน ที่จะมีพลีกรรม ตักน้ำทุกจังหวัด โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน

8-9 เมษายน จะมีพิธีปลุกเสกน้ำทุกจังหวัดพร้อมกัน

18-19 เมษายน จะเป็นการปลุกเสกน้ำรวมที่วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ซึ่งสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงรับสั่ง ต้องเป็นน้ำสะอาด ต้องมีการพิสูจน์ คัดกรองอย่างดี บริสุทธิ์ และเป็นมงคล เพื่อใช้ในพระราชพิธี

และ 22-23 เมษายน จะเป็นพิธีจารึกพระสุพรรณบัฏ

เดือนพฤษภาคม

วันที่ 2 พฤษภาคม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จบวงสรวงด้วยพระองค์เอง

วันที่ 3 พฤษภาคม เชิญพระสุพรรณบัฏเข้าวัง ประกาศการบรมราชาภิเษก โดยจะมีคณะรัฐมนตรีร่วมด้วย

วันที่ 4 พฤษภาคม จะมีกิจกรรมตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงช่วงค่ำ ตั้งแต่การบรมราชาภิเษก การถวายพระพร ประกาศพระองค์เป็นศาสนูปถัมภก สักการะพระบรมอัฐิ เฉลิมพระแท่นบรรจถรณ์

วันที่ 5 พฤษภาคม ช่วงเช้าจะเฉลิมพระปรมาภิไธย ขณะที่ช่วงเย็นเสด็จเลียบพระนคร

วันที่ 6 พฤษภาคม เสด็จออกให้ประชาชนและคณะทูตเข้าเฝ้า

ซึ่งคณะกรรมการจัดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษก มีมติให้วันที่ 6 พฤษภาคมเป็นวันหยุด เพื่อให้การดำเนินกิจกรรมต่างๆ เป็นไปด้วยดี

Facebook Comments



ใส่ความเห็น

Shares