Search
วันจันทร์ 20 มกราคม 2020
  • :
  • :

ตื่นตา ตื่นใจ ในวัดพระธาตุแช่แห้ง : UNSEEN IN Phra That Chae Heng

 

 

พระธาตุแช่แห้ง จ.น่าน Phra That Chae Heng

พระธาตุแช่แห้ง จ.น่าน
Phra That Chae Heng

 

พระธาตุแช่แห้ง พระธาตุประจำปีเกิดของคนปีเถาะ

รีวิวสยาม จะขอนำทุกท่าน เข้าสู่บรรยากาศภายในวัดพระธาตุแช่แห้ง ได้เห็นถึงความงดงาม และร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัด

ซึ่งมีมากมายเหลือเกิน หลายๆสิ่งที่รีวิวสยาม ได้ไปรู้ ไปเห็น ไปสัมผัส ทำให้เรารู้สึกว่า นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ ที่นักท่องเที่ยวทุกท่าน ไม่ควรพลาด

ตามความเชื่อเรื่องการไหว้พระธาตุพระจำปีเกิดของชาวล้านนาเชื่อว่า คนเกิดปีเถาะมีพระธาตุประจำปีเกิด คือ “พระธาตุแช่แห้ง”

ตั้งอยู่ที่วัดพระธาตุแช่แห้ง จ.น่าน วัดนี้เป็นวัดประจำจังหวัดน่าน ที่ใครมาถึงน่านแล้วต้องมาไหว้สักการะ ไม่งั้นเหมือนมาไม่ถึงจ.น่าน

 

ครั้งนี้ ทางทีมงานรีวิวสยาม ถือว่าโชคดีมาก ที่ได้มีโอกาสได้พบกับพระคุณเจ้าท่านเจ้าอาวาส จึงได้ฟังเทศนา

และข้อมูลประวัติในวัดต่างๆจากท่าน น่าทึ่งและมีความประทับใจอย่างมาก ดังนั้นข้อมูล 90% เป็นข้อมูลที่เราได้จากทางวัดโดยตรง

อาจจะมีบางส่วนที่ไม่เหมือนกับใน google หรือเว็บไซต์อื่นๆบ้างนะคะ

 

 

unseen-watprathatcheheng-nan-reviewsiam-00

Wat Phrathat Chae Haeng is a sacred place to worship, situated on the eastern side of the Nan River which was the former center of the Nan town after moving from Pua town.

Wat Phra Borommathat Chae Haeng was constructed during the rule of Chao Phraya Kanmueang (1326 – 1359 A.D.).

The bell shape of Phrathat Chae Haeng is assumed to have been influenced by the Pratat Hariphunchai in Lumphun.

It is plated with Thong Changko or Thong Dok Buap – a combination of brass and copper.

The staircase to Phrathat is in a Naga shape, while the gable above the entrance gate to the wihan (Buddhist chapel) is the stucco relief depicting intertwined Nagas,

the unique characteristic of Nan fine art. Phra Borommathat Chae Haeng represents the Year of the Rabbit in Lunar Year.

Lanna people believe that travelling to pay respect to the Phrathat of their Year of Birth or “Chu That” would reap them the great prosperity.

Opening hours: 6am-6pm

 

 

reviewsiam-unseen-nan-phra-that-chae-haeng03

 

掃管笏Phrathat Chae Haeng是一個神聖的地方崇拜,位於南河的東邊是南城鎮的前中心從Pua鎮移動以後。

Wat Phra Borommathat Chae Haeng在湄南河Kanmueang(1326 – 1359年期間)統治期間被修建了。

Phrathat Chae Haeng的鐘形假定受到Lumphun的Pratat Hariphunchai的影響。

它鍍了通長科或通風桶 – 黃銅和銅的組合。 到Phrathat的樓梯是一個納卡的形狀,而在入口門上面的佛山(佛教教堂)的山牆是描繪交織在一起的納卡斯,

南部美術的獨特特徵的灰泥浮雕。 Phra Borommathat Chae Haeng代表兔子的年在農曆年。

蘭納人相信,旅行來尊重他們出生的年的Phrathat或“楚”將收穫他們的巨大繁榮。 開放時間:上午6點至下午6點

 

reviewsiam-unseen-nan-phra-that-chae-haeng11

 

 

วัดพระบรมธาตุแช่แห้งพระอารามหลวง : ตั้งอยู่บริเวณที่เป็นศูนย์กลางเมืองน่านเดิม เป็นที่ประดิษฐานพระมหาชินธาตุเจ้า 7 พระองค์

พระพิมพ์เงินและพระพิมพ์ทอง องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ทรงระฆัง สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากเจดีย์พระธาตุหริภุญไชย พระบรมธาตุแช่แห้งเป็นพระธาตุประจำปีเถาะ

 

 

reviewsiam-unseen-nan-phra-that-chae-haeng04

 

เรื่องราวเริ่มต้นขึ้นในสมัยของพญาการเมือง ตามประวัติกล่าวว่า
เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๙๖ พญาการเมืองเจ้าผู้ครองนครน่าน(วรนคร)
ได้รับเชิญจาก พระยาโสปัตตกันทิ(พระเจ้าไสลือไท) กษัตริย์แห่งกรุงสุโขทัย
ให้ไปร่วมพระราชกุศล สร้างพระอารามหลวงในกรุงสุโขทัย
เมื่อทรงสร้างพระอารามหลวงเสร็จแล้ว พระเจ้ากรุงสุโขทัยทรงพอพระราชหฤทัยเป็นอันมาก
ที่เจ้าผู้ครองนครน่านได้มาร่วมพระราชกุศลสร้างพระอารามหลวงจนเป็นผลสำเร็จ
จึงได้โปรดพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุให้รวม ๗ องค์ รูปพรรณสัณฐานเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด
มีวรรณะต่างกัน และพระพิมพ์ทองคำ ๒๐ องค์ พระพิมพ์เงิน ๒๐ องค์ ให้แก่ พญาการเมือง

เมื่อพญาการเมืองได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานไว้ ณ ดอยภูเพียงแช่แห้งแล้ว
ต่อมาจึงย้ายเมืองวรนครจากท้องที่อำเภอปัวในปัจจุบัน มาสร้างเมืองใหม่ขึ้นที่เชิงดอยภูเพียงแช่แห้ง
ทรงขนานนามตามชื่อดอยว่า เมืองภูเพียงแช่แห้ง สืบมา

— ที่วัดพระธาตุแช่แห้ง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน

 

reviewsiam-unseen-nan-phra-that-chae-haeng-02

คำนมัสการพระธาตุแช่แห้ง

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ( 3 จบ)
ยา ธาตุภูตาอะตุลานุภาวา จิรังปะติฏฐิตา นันทะกัปปะเก ปุเรเทเวนะ

คุตตาวะระพุทธะธาตุง จิรัง วันทามิหันตังชินะธาตุโย โสตะถาคะตัง

อะหัง วันทามิสัพพะทา อะหัง วันทามิ ทูระโต

เครื่องบูชา ตามตำรา พระเจ้า๕หลัง มาไหว้เทวดา ชื่อ “หริโต”

เทวดาองค์นี้ เสวยข้าวกับ น้ำอ้อย หรือสมัยนี้ที่เรียกว่า “ข้าวเหนียวแดง” ไม่ให้เอาเหล้า เนื้อสัตว์ เข้ามาถวายเด็ดขาด 

 

03

คาถา บูชา พญาศีรสุทโธนาคราช
กายะจิตตัง วาจาจิตตัง มะโนจิตตัง
อะหังวันทามิ นาคาธิบดร ศรีสุทโธ
วิสุทธิ เทวา ปูเชมิ
กล่าว 3 ครั้ง
อะยังมะหานาโค อินธิมันติ สุติมัน
โตอิมิเชกา เลนะมาหา นาคาปูเชมิ
กล่าว 3
ครั้งสำหรับท่านใดที่ต้องการขอพรเป็นพิเศษ แนะนำบทนี้เลยค่ะเมตตัญจะมหาลาโภปิโยนาคะขันธปริตตัง *** <— (คาถาขอทรัพย์พญานาคราช)

04

คาถาบูชานางพญานาคิณีศรีปทุมมา
นะโมตัสสะภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ 3 จบ

*** กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา นางพญานาคิณีศรีปทุมมา วิสุทธิเทวีปูเชมิ
ทุติยัมปิ กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา นางพญานาคิณีศรีปทุมมา วิสุทธิเทวีปูเชมิ
ตะติยัมปิ กายะ วาจะ จิตตัง อะหังวันทา นางพญานาคิณีศรีปทุมมา วิสุทธิเทวีปูเชมิ

 

05

พระพุทธรูปปางนิพพานที่นี่ มีความพิเศษคือ ได้ถูกสร้างขึ้นตามตำราทุกส่วน อีกทั้งยังมี 2 สะดือ สะดือเมือง และสะดือพระ

พระคุณเจ้าท่านเจ้าอาวาส บอกว่า ด้านบน คือสะดือเมืองภูเพียงแช่แห้ง สะดือล่างคือสะดือพระ

เป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์มาก หันหน้าไปทางทุ่งฝายแก้ว

คุณลักษณะพิเศษคือ หากเมืองน่าน ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ชาวน่านจะมาสวดทำพิธีขอฝน ขอน้ำเพื่อให้ได้ทำการเกษตรกัน

บางท่านอาจงงๆว่า ปางที่เห็นน่าจะเป็นพระพุทธไสยาสน์มากกว่า แต่หากสังเกตดูจริงๆ จะเห็นว่า ข้อศอกไม่ได้ถูกตั้งยัน
และการวางเท้าเป็นลักษณะที่ไม่มีการเกร็งกล้ามเนื้อได้แล้ว นั่นจึงสรุปได้ว่า ปางที่เห็นนี้เป็นปางนิพพาน
ด้านหลังเศียรพระจะมี อักษรศิลาจารึก เป็นอักษรฝักขามให้ได้ศึกษากันด้วย

ประดิษฐานบนฐานชุกชี สร้างด้วยอิฐถือปูน ลงรักปิดทอง ยาว 14 เมตร สูง 2 เมตร
พร้อมด้วยพระพุทธรูปปางมารวิชัยประดิษฐานบนฐานชุกชี สร้างด้วยอิฐถือปูน หน้าตัก 70 เซนติเมตร สูง 100 เซนติเมตร
สร้างในสมัยพระยาหน่อคำเสถียรไชยสงคราม (พ.ศ.2129) โดย มหาอุบาสิกานามว่านางแสนพาล
ประกอบด้วยศรัทธาสร้างพระนอนไว้เป็นที่สักการบูชาแก่คนทั้งหลาย

สร้างในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผลิตเดช ตามความดังนี้ แลเมื่อ ร.ศ.126 พ.ศ. 2450
สร้างวิหารพระพุทธไสยยาสน์ 1 หลัง ยาว 10 วา 2 ศอก 10 นิ้ว กว้าง 4 วา 2 ศอก 10 นิ้ว
ซ่อมแซมฐานพระไสยยาสน์ก่อด้วยอิฐถือปูน มุงกระเบื้องไม้ยม เพดานลงรักปิดทอง
ก่อกำแพงแก้วรอบวิหาร 4 ด้าน ยาวด้านละ 18 วา 2 ศอก 10 นิ้ว

 

06

ตุง” ในภาษาถิ่นล้านนาหมายถึง “ธง” ในภาษาไทยกลางตรงกับลักษณะธงประเภท “ปฏากะ
ของอินเดีย คือ มีลักษณะเป็นแผ่นวัตถุส่วนปลายแขวนติดกับเสา ห้อยเป็นแผ่นยาวลงมา

ลักษณะความเชื่อ : จุดประสงค์ของการทำตุงในล้านนาก็คือ การทำถวายเป็นพุทธบูชา
ชาวล้านนาถือว่าเป็นการทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือ ถวายเพื่อเป็นปัจจัยส่งกุศลให้แก่ตนไปในชาติหน้า
ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อตายไปแล้วก็จะได้เกาะยึดชายตุงขึ้นสวรรค์

 

07

ทางด้านซ้ายมือขององค์พระธาตุ(จากทางเข้าหลัก) จะพบกับวิหารพระเจ้าทันใจ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ 3 องค์ ปางมารวิชัย 2 องค์ และปางสมาธิ 1 องค์
สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมาพร้อมๆกับการสร้างองค์พระธาตุ ซึ่งเชื่อกันว่าเมื่อขอพรจากพระเจ้าทันใจแล้ว จะสมหวังรวดเร็วทันใจ

 

08

แมงหมาเต๊า : มีเรื่องเล่าว่า…. มีพราหมณ์ท่านหนึ่งเดินทางจากห้วยไคร้ พร้อมกับบ่าว ระหว่างทางพบพระอานนท์ และรู้ว่าพระพุทธเจ้าอยู่ที่นั่นด้วย
ท่านพราหมณ์จึงได้ใช้ให้บ่าวเอาลูกสมอดอง มาถวายแด่พระพุทธเจ้า
แต่บ่าวไปเสียเนิ่นนาน ขากลับมาจึงโดนผู้เป็นนายเอ็ดใส่ และถามได้ความว่า
สมอดองที่ท่านพราหมณ์ได้ทำไว้นั้นมันแห้งเกินกว่าที่จะถวายเสียแล้ว

แต่สุดท้ายท่านพราหมณ์ก็เอาสมอน้อมถวายเป็นทานแก่พระพุทธเจ้า ทันใดนั้นก็มีหมาเต๊าตัวนึ่งออกมาน้อมแทบบาทพระพุทธเจ้
พระพุทธเจ้าทรงยิ้ม พระอานนท์เห็นดังนั้น จึงถามท่านว่า “พระองค์ยิ้มด้วยเหตุใด”
พระพุทธเจ้ากล่าวว่า “ดูราอานนท์ในเมื่อตถาคนนิพพานแล้ว
ธาตุกระดูกของข้าจักมาตั้งอยู่ที่นี่ ตราบต่อเท่า 5,000 อายุปี บ้านห้วยไคร้นี้ จะกลายเป็นเมืองชื่อว่า เมืองนาน
แมงหมาเต๊าตัวนี้ ก็จะได้เป็นพระยาที่ดูแลที่นี่ นามว่า “ท้าวขาก่าน”

 

09

พระวิหารหลวงวัดพระธาตุแช่แห้งสันนิษฐานว่าสร้างขึ้นมาแต่ในสมัยพญาการเมือง พุทธศักราช ๑๙๐๒
หลังจากที่ได้ย้ายเมืองจากเมืองวรนครมาสร้างเมืองอยู่ที่เมืองภูเพียงแช่แห้ง นับได้ว่าในสมัยนั้นเวียงภูเพียงแช่แห้งคือศูนย์รวมของอารยธรรม
วัฒนธรรม ความเจริญรุ่งเรือง ดังนั้นวัดพระธาตุแช่แห้งก็ถือได้ว่าเป็นวัดหลวงของอาณาจักรแห่งนี้
ย่อมมีสิ่งปลูกสร้างเพื่อเป็นสถานที่ที่จะประกอบพิธีกรรม หนึ่งในนั้นก็คือพระวิหารหลวงแห่งนี้
แต่พระวิหารหลวงที่เห็นในปัจจุบันนี้ อยู่ทิศใต้ขององค์พระธาตุ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก แบบสถาปัตยกรรมล้านนา
โครงสร้างเครื่องบนใช้ตัวไม้ที่เรียกว่า ม้าต่างไหม ซึ่งจะมีอยู่ตอนปลายเสาทุกต้น

ตรงมุมหน้าจั่วและปลายจั่วหลังคาของแต่ละมุขจะประดับด้วยพญานาคราชซึ่งปั้นด้วยปูนลักษณะชูคอ
เปรียบเสมือนผู้พิทักษ์คุ้มครองพระวิหารหลวง รวมแล้วมีทั้งหมดจำนวน ๔๒ ตัว ส่วนหางของพญานาคราชจะเลื้อยไปตามสันหลังคา
และจะไปเกี้ยวกวัดรัดกันเป็นบ่วง เป็นชั้นๆ ๓ ชั้นอยู่ตรงกลางสันหลังคา ส่วนของจำหลักหน้าบันแต่ละชั้นนั้นเป็นไม้แผ่นเดียว
แกะสลักลายดอกไม้เครือเถาวัลย์ อันอ่อนช้อย เป็นศิลปกรรมที่งดงามและหาดูได้ยากยิ่ง

 

10

ฐานชุกชีในพระวิหารหลวงนั้นแบ่งเป็น ๒ ชั้น ชั้นที่ ๑ อยู่ด้านหน้ามีไว้สำหรับตั้งเครื่องบูชา และเป็นที่ประทับของพระพุทธรูปไม้ปางมารวิชัย
มีพระนามว่าพระเจ้าก๋าคิง ส่วนชั้นที่ ๒ มีพระพุทธรูปประทับอยู่ ๘ องค์ พระประธานองค์ใหญ่ปางสมาธิก่ออิฐถือปูนลงรักปิดทองประทับอยู่บนกลีบบัวพระนามว่าพระเจ้าอุ่นเมือง
เบื้องหน้าพระพักตร์ขององค์พระประธานมีพระสาวก ๒ รูปก่อด้วยอิฐถือปูนนั่งกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์ในลักษณะหันหน้าเข้าหาองค์พระประธาน
องค์ที่ ๒ รองลงมาเป็นพระพุทธรูป ปางมารวิชัย หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์หุ้มด้วยปูนลงรักปิดทองประทับบนกลีบบัว พระนามว่าพระเจ้าล้านทอง
องค์ที่ ๓ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับบนฐานลายดอกพุดตาน ไม่ปรากฏพระนาม องค์ที่ ๔ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับบนฐานกระต่ายชมจันทร์
ไม่ปรากฏพระนาม องค์ที่ ๕ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย องค์เล็กที่สุด ไม่ปรากฏพระนาม
องค์ที่ ๖ เป็นพระพุทธรูปไม้ประทับยืนสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอัตถวรปัญโญ
องค์ที่ ๗ และ ๘ เป็นพระพุทธรูปปางเทวดาประทับยืน โดยนำทองที่ได้จากการบูรณะองค์พระธาตุแช่แห้งในปี พุทธศักราช ๒๕๓๖ มาหล่อขึ้นใหม่
ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ และในปีเดียวกันนี้ก็ได้ตัดไม้มะค่าโมงภายในวัด ๑ ต้น มาแกะสลักพระพุทธรูปปางเทวดา ๒ องค์ แทนพระรูปองค์เดิมที่ถูกโจรกรรมตัดข้อพระบาทไป
ในปีพุทธศักราช ๒๕๒๔ (ฐานและพระบาทที่คนร้ายไม่ได้นำไปถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จังหวัดน่าน)
และพระพุทธรูปไม้ทั้ง ๒ องค์นี้ได้นำมาประดิษฐานไว้ในพระวิหารหลวงแห่งนี้แทนองค์เดิมที่ถูกโจรกรรมไป

11

บนซุ้มประตูเหนือทางเข้าที่พระวิหารหลวง ประกอบด้วยลายปูนปั้นเป็นรูปพญานาคราช ๘ ตัว เกี้ยวกวัดรัดกันเป็นบ่วงอยู่เรียกว่า อัฏฐพญานาคราช

 

12

ตรงเชิงบันไดด้านหน้าทางเข้าพระวิหารมีสิงห์คู่นั่งในลักษณะชันขาอยู่ด้านละตัวเป็นปฏิมากรรมปูนปั้นของพม่า
ตัวด้านทิศเหนือเรียกว่าสิงห์สรวลด้านทิศใต้เรียกว่าสิงห์คายนาง
ในนิทานชาดกเรื่อง “สิงห์คายนาง” มีเนี้อเรื่องเล่าว่า … ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นฤๅษี
มีสิงห์ตัวหนึ่งชื่นชอบในรสชาติของผลนิโครธต้นหนึ่งในป่า บังเกิดความหวงแหนอยากเก็บไว้กินเอง จึงเฝ้าอยู่ หากมีมนุษย์หรือสัตว์ใดมาเก็บกินจะฆ่าให้ตาย

กาลนั้นมีหญิงเข็ญใจนางหนึ่งพเนจรมาพบและได้ลิ้มรสผลนิโครธนั้น จึงเกิดความพึงใจ นางได้เก็บส่วนหนึ่งเพื่อนำไปฝากบิดามารดา
เมื่อสิงห์มาพบเข้าจึงปรี่เข้าขม้ำกายนางเข้าปากได้เกือบหมดร่าง นางจึงร้องขอชีวิต แต่สิงห์ไม่ยอม นางจึงอ้อนวอนขอให้ฤๅษีโพธิสัตว์ตัดสิน
ฤๅษีเห็นว่าสิงห์ทำไม่ถูกจึงให้ปล่อยนาง สิงห์ก็ไม่ยอมอีก ร้อนถึงพระอินทร์ต้องลงมากำราบด้วยการถามปัญหาธรรมะ
หากสิงห์ตอบไม่ได้ต้องปล่อยนาง ไม่อย่างนั้นจะฆ่าให้ตาย เมื่อสิงห์ตอบไม่ได้จึงต้องยอมจำนนพร้อมคายนางออกจากปากแล้วปล่อยนางไป
เรื่องราวนี้ จึงเป็นที่มาของการออกแบบปั้นรูป “สิงห์คายนาง” ปัญหาธรรมข้อนั้น คือ อะไรคือสิ่งที่มืดมิดที่สุด และอะไรคือสิ่งที่สว่างที่สุด คำถามข้อนี้ ใครตอบได้บ้างมั๊ยน๊า

 

13

 

 

งานพุทธศิลป์อีกอย่างหนึ่งที่ทำให้ทีมรีวิวสยามประทับใจ นั่นคือ การนำพระแกะสลักไม้ขนาดเล็ก
วางเรียงกันอยู่ด้านบนกำแพงภายในวิหาร เราทราบมาว่านี่เป็นลักษณะหนึ่งของการบูชาพระในประเทศลาว
ซึ่งเป็นที่นิยมมากสำหรับเจ้าลาวเขตหลวงพระบาง จะทำไม้แกะสลักแบบนี้ถวายเพื่อเป็นการต่ออายุ ต่อชะตาตนเอง

 

 

14

พระวิหารคดเป็นศาสนสถานที่สร้างขึ้นเพื่อแสดงเขตบริเวรพุทธสถานสำคัญ คือ พระอุโบสถหรือพระเจดีย์
เป็นรูปคดแบบหักศอก ให้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปที่พุทธศาสนิกชนสร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธบูชาและเป็นที่สำหรับให้พระภิกษุสงฆ์ใช้เดินจงกรม

ศาลาบาตรลักษณะเป็นกำแพงที่มุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผาซึ่งเป็นศิลปะล้านนา จะมีศิลปะเอกลักษณ์บนซุ้มประตูที่แตกต่างกัน
ไม่ปรากฎหลักฐานว่าสร้างในสมัยไหนแต่สันนิฐานว่าเป็นกำแพงที่ล้อมองค์พระธาตุซึ่งปรากฎหลักฐานการบูรณะขึ้นในสมัยพระเจ้าอัตถวรปัญโญ
การบูรณะครั้งล่าสุด คือ สมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชฯ รัชกาลที่ 9 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เดือนตุลาคม พ.ศ. 2550 (ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา )
โดยสังฆเจ้าพระครูวิสิฐนันทวุฒิ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุแช่แห้งพระอารามหลวง พร้อมด้วยกรมศิลปากร
คณะศรัทธาญาติโยมได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์ศาลาบาตร ประตูโขง ด้วยการร่วมบุญบริจาคร่วมกั

 

15

โบสถ์มหาอุตม์ : เป็นโบสถ์ที่มีประตูเข้าออกแค่หน้าโบสถ์เพียงประตูเดียว ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่บรรพบุรุษในสมัยนั้น มีความศรัทธาสร้างขึ้น
วัตถุประสงค์ก็เพื่อใช้กระทำการทางด้านเวทมนต์คาถา ปลุกเสกพระ ตะกรุด หรือ ของขลัง ต่างๆ

ภายในโบสถ์มหาอุตม์ยังมีพระประธานคือ “หลวงพ่อมหาอุตม์” ประดิษฐานอยู่คู่กับ โบสถ์มหาอุตม์มาโดยตลอด
ลักษณะของโบสถ์ถูกสร้างขึ้นมาอย่างง่าย ๆ มีประตูทางเข้าออก ประตูเดียว ไม่มีหน้าต่าง แต่ไม่ก่อให้เกิดความร้อน อับ หรือมืดแต่อย่างใด
สถานที่นี้ ห้ามสตรี คน หรือ สัตว์เดรัจฉาน ที่เป็นเพศเมียเข้าเด็ดขาด
แม้แต่ตัวเป็นชาย ใจเป็นหญิง ก็ไม่อนุญาตให้เข้า เราก็กราบ และอธิษฐานเอาที่ด้านนอกนะคtแอบกระซิบนิดนึงว่า
ที่นี่เป็นอีกที่ ที่เหล่านายร้อย ทหาร ตำรวจ ทั้งผู้น้อย ผู้ใหญ่ มากราบขอพร หรือบนกัน เพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่ง ใครที่ทำงานแนวนี้ ลองมากราบสักการะท่านดูนะคะ

 

16

พ.ศ. 2373 เจ้าเมืองน่าน ได้ขุดบริเวณลอมเชียงของ พบว่ามี พลอยมีสีน้ำผึ้ง ขุดลึก 4 เมตร มีน้ำพุขึ้นในบ่อ
น้ำก็ขึ้นมาเต็มปากบ่อ ประชาชนเชื่อถือว่าน้ำในบ่อนี้เป็นน้ำวิเศษ เรียกว่า น้ำบ่อแก้ว

 

17

ประตูโขง 4 ทิศ แต่ละทิศไม่เหมือนกัน ด้านตะวันออก มีราหูอมจันทร์ ตรงนี้ท่านเจ้าอาวาสเล่าให้ฟังว่า
เมื่อท่านสมัยเด็กๆ ได้มาที่วัดนี้ ก็ยังไม่เคยเห็น เพราะไม่เป็นที่สังเกต จนเวลาผ่านมาเนิ่นนานหลายปี
ภาพของพระราหูก็ชัดขึ้นเรื่อยๆ ท่านจริงได้นำทองมาปิดไว้ให้คนได้เห็นชัดเจนขึ้น เป็นลักษณะที่งดงามมาก
แนะนำว่าคนที่เกิดวันพุธกลางคืน ควรมาสักการะเป็นอย่างยิ่ง
เคล็ดลับ การขอพรจากองค์พระราหู คือให้ขอได้เพียง 1 ข้อ ระหว่าง
ขอให้สุขภาพดี กับ ขอให้ได้มีความร่ำรวย ตั้งใจให้แน่วแน่ เพียง 1 ข้อ แล้วขอเลยค่า

 

18

 

ประวัติเจ้าหลวงท้าวขาก่าน( ส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระธาตุแช่แห้ง )
ใน พ.ศ.๒๐๑๙ ( จ.ศ.๘๓๘ ) พระเจ้าติโลกราชผู้ครองนครเชียงใหม่ได้แต่งตั้งให้ท้าวขาก่านมาปกครองเมืองน่าน
ต่อมาท้าวขาก่านพร้อมด้วยสังฆเจ้า และชาวเมืองน่านได้ก่อสร้างพระธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้งึ้นใหม่ ”
เพราะขณะนั้นเต็ม ไปด้วย ป่าไผ่และเถาวัลย์ ที่ในขบวนพระธาตุเจ้าอยู่นั้นก็เป็นแนวจอมปลวก
จึงได้ แผ้วถางแล้วตกแต่งเครื่องสังเวยสักการะบูชาด้วยช่อตุงเทียน พอตกกลางคืน องค์พระธาตุก็เปล่งปาฏิหาริย์เป็นแสงรุ่งเรือง
ท้าวขาก่านจึงให้คนขุดดูในจอมปลวก ลึก ๑ วา ก็ได้ก้อนผาใหญ่กลมเกลี้ยงลูกหนึ่ง เมื่อทำให้แตกถึงใจกลางก็พบ
ผอบทองเทศใหญ่มีฝาปิดสนิท ท้าวขาก่านจึงให้ชีปะขาวเชียงโคมวัดใต้ แกะดูก็เห็นพระธาตุ ๗ องค์ กับพระพิมพ์เงิน ๒๐ องค์
ซึ่งพระยาการเมืองได้มาจากพระยาสุโขทัยเมืองใต้ ส่วน พระบรมสารีริกธาตุ และเส้นพระเกศาของพระพุทธเจ้า ที่พระยาอโศกบรรจุไว้ลึก ๑๐ วานั้น ไม่ได้ขุดถึง
เพียงแต่ทราบจากตำนาน ท้าวขาก่านได้นำพระธาตุทั้ง ๗ องค์ กับพระพิมพ์เงิน พระพิมพ์ทองไว้ที่หอพระไตรปิฎก ริมข่วงหลวงน่าน ( ใกล้คุ้มเจ้าเมือง ) นาน ๑ เดือน
แล้วจึงนำไปบรรจุไว้ที่ภูเพียงแช่แห้งที่เก่า แล้วก่อพระเจดีย์ทับองค์พระธาตุสูง ๖ วา
จุลศักราช ๘๔๒ ( พ.ศ. ๒๐๒๓ ) ท้าวขาก่านได้รับแต่งตั้งให้ไปครองเมืองเชียงราย “ ลักษณะของท้าวขาก่านมีผิวดำแดง ”
ที่ขามีลายสักหมึกเต็มขาเป็นรูปนาคและเถาวัลย์รอบขาจนถึงน่อง เวลาเดินคล่องแคล่วว่องไว

 

19

ระฆังใบนี้ อยู่ที่หน้าทางเข้าพระธาตุด้านหน้า หลักฐาน ประวัติไม่มีปรากฏ แต่อักขระที่สลักอยู่นั้น สวยงามโดดเด่นมาก

 

20

พระธาตุตะโก้งจำลองเดิมเรียกว่า พระธาตุแช่แห้งน้อย สร้างขึ้นเมื่อใดไม่มีหลักฐานปรากฏ
แต่มีการบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นในสมัยของพระเจ้ามหาวงศ์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ ๖๑
ล่วงมาประมาณ ๖๒ – ๖๓ ปี ในสมัยของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ
เจดีย์องค์นี้ก็ได้พังลงและอยู่ในสภาพนั้นเป็นเวลาหลายปี พระองค์จึงมีดำริที่จะบูรณปฏิสังขรณ์ขึ้นอีกครั้ง
จึงโปรดให้เจ้าราชดนัยผู้สำเร็จราชการหอคำ ไปเรียกตัว “น้อยยอด” ซึ่งเป็นช่างที่มีฝีมือมาเฝ้า
น้อยยอดผู้นี้คนเมืองลำพูน แล้วมาได้ภรรยาเป็นคนบ้านภูมินทร์
ซึ่งภรรยาของน้อยยอดก็คือธิดาของแสนหลวงราชสมภาร
ขุนนางที่พระองค์โปรดให้เรียบเรียงราชวงษปกรณ์ พงษาวดารเมืองน่านนั่นเอง
เมื่อน้อยยอดมาเฝ้าพระองค์จึงมอบหมายให้น้อยยอดเป็นช่างบูรณะพระเจดีย์องค์นี้
โดยให้มีลักษณะเหมือนกับพระธาตุตะโก้ง (ชเวดากอง) ที่เมืองพม่า
เมื่อน้อยยอดได้ถามรายละเอียดจนครบถ้วนตามพระราชประสงค์แล้ว
พระองค์จึงพระราชทานค่าจ้างเป็นเงินสยามจำนวน ๓๐๐๐ บาท ส่วนวัสดุการก่อสร้างเป็นของพระองค์ทั้งสิ้น
และพระองค์ยังทรงมอบหมายให้แสนหลวงราชสมภาร เป็นพนักงานตรวจตราดูแลความเรียบร้อยในการก่อสร้างพระเจดีย์จนเสร็จสิ้น

 

21

กำแพงแก้ว : ชื่อเรียกองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมไทยประเภทหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นเขื่อนกั้น หรือล้อมอาคารสำคัญในศาสนสถานหรือพระราชมณเฑียร
มีลักษณะเป็นอย่างพนักก่ออิฐ สูงประมาณ 0.80-1.20 เมตร หนาประมาณ 0.40 เมตร ตัวกำแพงก่อและทำปูนปั้นให้มีลวดบัวเหมือนอย่างฐานปัทม
คือทำเป็นแบบบัวคว่ำบัวหงาย ส่วนบนนิยมทำทับหลังเป็นบัวหลังเจียด ที่ส่วนท้องพนักซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญยิ่ง จึงมักตกแต่งด้วยงานประณีตศิลป์ในลักษณะต่างๆกัน

 

22

พระเจ้าแสงเสือ : อ้างอิงจากตำราภายในวัด สร้างในสมัยเจ้าหลวงมหาวงศ์ ตามความดังนี้
ถึงจุลศักราชได้ 1208 ตัว ปี รวายสง้า (ปีมะเมีย พ.ศ. 2389 ) เดือน 9 ลง 11 ค่ำ วันศุกร์ ท่านก็พร้อมด้วยหมู่ขัตติยวงษาเสนาอามาตย์
ไปก่อแรกสร้างจุลพระเจดีย์ 4 หลังเหนือปากขันหลวงมหาธาตุเจ้าภูเพียงแช่แห้ง 4 ด้านซ่อมแซมพระวิหารหลวง ศาลาบาตร แลประตูโขง แลศาลานางป้อง เดือน 9 ลง 6 ค่ำ
ในวันนั้นท่านก็เชิญเอาแกนเหล็กขึ้นใส่ต่อหลุบหมากและมานเข้า ตราบต่อเท่าถึงเดือน 10 ขึ้น 11 ค่ำ
จึงได้เอาเกิ้งแลฉัตรขึ้นใส่ แถมใหม่ 2 ใบ แปงดอกบัวเงิน 6 ดอก แปงมะเด็ง ห้อย 10 ลูก สร้างพระพุทธรูป 3 องค์หั้นแล
ในจุลศักราช 1208 ตัว เดือน 10ขึ้น 13 ค่ำ ท่านก็กระทำบุญพุทธาภิเษกเบิกบายฉลองทำบุญหั้นแล

 

ลักษณะ
1. พระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างด้วยอิฐถือปูน ลงรักปิดทองลายดอกไม้ ขนาดหน้าตัก 1.40 เมตร สูง 2 เมตร ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาบาตรด้านทิศตะวันตก
2. พระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างด้วยอิฐถือปูน ลงรักปิดทองลายดอกไม้ ขนาดหน้าตัก 90 เมตร สูง 1.20 เมตร ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาบาตรด้านทิศตะวันตก
3. พระพุทธรูปปางมารวิชัย สร้างด้วยอิฐถือปูน ลงรักปิดทองลายดอกไม้ ขนาดหน้าตัก 1.10 เมตร สูง 1.40 เมตร ประดิษฐานอยู่ที่ศาลาบาตรด้านทิศตะวันตก

 

23

ปิดท้ายรีวิวนี้ ด้วยข้อมูลของเมืองน่านกันค่ะ
ประวัติ จังหวัดน่าน
พญาภูคา (คำว่า…..พญา…..นี้ บางแห่งเขียนว่า…..พระญา.…..พระยา…..แต่ในที่นี้ขอใช้ว่า……พญา……)
พ่อเมืองชาวไทยกวาวผู้หนึ่ง ทรงปกครองเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง คือ เมืองย่าง ตั้งอยู่ภายใต้วงล้อมของป่า และภูเขาสูงใหญ่ ก็เทือกเขาที่รู้จักกันในปัจจุบันว่า ดอยภูคา

ดอยภูคา สูงกว่าระดับน้ำทะเล ประมาณไม่ต่ำกว่า ๑,๒๐๐ เมตร หมายถึง ตรงยอดดอยเป็นถิ่นกำเนิดของต้นไม้ชนิดที่หายาก
และได้รับการขนานนามว่า ดอกชมพูภูคา

พญาภูคา มีโอรสสององค์ องค์พี่มีนามว่า นุ่น หรือ ขุนนุ่น ส่วนองค์น้อง มีนามว่า ฟอง หรือ ขุนฟอง
เรื่องราวของสองพี่น้องนี้เป็นตำนานเล่ามาว่ามีนายพรานป่าผู้หนึ่ง ออกไปล่าสัตว์ในป่า
เดินตามรอยเนื้อหลงขึ้นไปบนยอดดอย คงจะเข้าไปหยุดพักใต้ร่มไม้ต้นหนึ่ง ที่โค่นต้นไม้นั้น เขาได้พบไข่ ๒ ลูก
ใหญ่ขนาดลูกมะพร้าว นายพรานผู้นั้นจึงนำไปถวายพญาภูคา ไม่นานเท่าใด ไข่ ๒ ลูกนั้นก็ออกมาเป็นเด็กชาย พญาภูคาจึงเลี้ยงไว้เป็นโอร
จนเติบใหญ่พอสมควร จึงตั้งชื่อให้คนพี่ว่า ขุนนุ่น คนน้องชื่อว่า ขุนฟอง

เมื่อโอรสทั้งสองเจริญวัยเติบโตเป็นหนุ่ม พญาภูคา ได้มอบ เมืองย่าง ให้ขุนนุ่น
โอรสองค์ใหญ่ขึ้นปกครอง ส่วนองค์น้องคือ ขุนฟองนั้น พญาภูคาได้สร้างเมืองใหม่ขึ้นอีกแห่งหนึ่ง ให้ชื่อว่า วรนคร แล้วมอบให้ขุนฟองขึ้นปกครอง เมื่อปี พ.ศ. ๑๘๒๕
บางตำนานกล่าวว่า ฤาษี เป็นผู้สร้างเมืองวรนครให้ ขุนฟองเมืองวรนคร นี่แหละ คือต้นกำเนิดของ เมืองน่าน

Facebook Comments



ใส่ความเห็น

Shares