Search
วันจันทร์ 19 พฤศจิกายน 2018
  • :
  • :

รีวิวสยามชวนเที่ยว ตลาดน้อย

ตลาดน้อย หรือย่านชุมชนจีนโบราณ ตั๊กลักเกี้ย
ตลาดน้อย เมื่อก่อนเรียกได้ว่าเป็นชุมชนเก่าแก่ที่ค่อนข้างใหญ่ เป็นย่านการค้าที่ติดท่าเรือเจ้าของที่ดินเก่า
รู้จักกันในนามว่า “เจ้าสัวเนียม” ซึ่งท่านเจ้าสัว มีลูกสาวชื่อ “น้อย” จึงเป็นที่มาของชื่อว่า “ตลาดน้อย”

 

reviewsiam-taladnoi-00c reviewsiam-taladnoi-32

 

ตลาดน้อยรุ่งเรืองมากในช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ตลาดน้อยมาอาคารเก่าแก่ ควรค่าแก่การอนุรักษ์มากถึง 64 อาคาร
มีทั้งศาสนสถาน อาคารที่มีเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ และที่อยู่อาศัยแบบอาคารพาณิชย์ ซึ่งมีศิลปะที่เก่าแก่ สวยงาม
ย่านนี้เริ่มเดิมมา เป็นกลุ่มชาวโปรตุเกส เข้ามาเป็นผู้อาศัยเป็นกลุ่มแรกๆ จากนั้นก็จะเป็นชาวจีน ที่ขนสินค้ามาขายที่ท่าเรือ
ย่านนี้จึงกายเป็นย่านการค้าที่สำคัญอีกหนึ่งที่จวบจนปัจจุบันจึงมีชาวจีน และชาวไทย อาศัยอยู่ร่วมกันในย่าน ตลาดน้อย

 

reviewsiam-taladnoi-00a   reviewsiam-taladnoi-01

 

ตลาดน้อยวันนี้แม้ยังมีบางสิ่งหลงเหลืออยู่จากอดีต แต่ก็ไม่เหมือนเก่า ทั้งอาคารบ้านจีนที่มีให้เห็นน้อยหลังจนสถาบันอาศรมศิลป์ต้องเข้ามาบูรณะฟื้นฟู
ตลาดผลไม้เหลือเพียงไม่กี่เจ้าที่ยังขายอยู่ หรือแม้แต่ธุรกิจเซียงกงที่หล่อเลี้ยงผู้คนแทบทุกหลังคาเรือน
ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 เมื่อทหารญี่ปุ่นว่าจ้างให้ช่างตีเหล็กของที่นี่ทำชิ้นส่วนเครื่องเรือให้ จนกลายเป็นแหล่งซื้อขายอะไหล่เครื่องยนต์เก่าแห่งแรกของกรุงเทพฯ ก็เริ่มขยับขยายไปยังสามย่าน
หรือนอกเมืองอย่างบางนาหรือรังสิต ทำให้เซียงกงตลาดน้อยทุกวันนี้เป็นเพียงโรงเรียนอนุบาลของลูกจ้างที่มาตั้งตัวฝึกฝนอาชีพ ก่อนจะออกไปตั้งธุรกิจของตัวเองที่อื่นต่อไป

 

reviewsiam-taladnoi-03   reviewsiam-taladnoi-31

 

ตลาดน้อย ยังเป็นย่านเดียวในละแวกไชน่าทาวน์ที่ยังเป็นพื้นที่สีเขียวบริเวณริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตลาดน้อยเป็นแหล่งขึ้นชื่อของอร่อยมากมาย เช่น กระหรี่ปั๊บแป้งบางกรอบไส้แน่น ก๋วยเตี๋ยวเป็ด บ๊ะจ๋าง ขนมตุ๊บตั๊บ กุ้ยช่าย และอีกมากมาย
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายอาชีพที่เลือนหายไปในยุคปัจจุบัน แต่ชาวตลาดน้อยยังคงอนุรักษ์เพื่อสืบทอดธุรกิจกิจเก่าแก่ไว้ให้ลูกหลาน เช่น การทำมีด การเย็บหมอนไหว้เจ้า การทำอ่างไม้ซึ่งนิยมใช้กันมากในช่วงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

 

 

reviewsiam-taladno10   reviewsiam-taladno04

 

ศาลเจ้าโจวซือกง

ตามประวัติสันนิษฐานว่า สร้างในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จากป้ายจารึกที่มีคำว่า “เจิ้ง ฟ่า ชัง หมิง” ซึ่งระบุไว้เป็นปี เจี่ย จื่อ เหนียน ของรัชสมัย เจีย ฉิ้ง ราชวงศ์ชิง (ค.ศ. 1804)
โดยชาวจีนฮกเกี้ยนได้ร่วมกันซ่อมแซมเปลี่ยนวัดซุ่นเฮงยี่ เป็นศาลเจ้าแห่งใหม่ โดยอัญเชิญองค์เทพเจ้าโจวซือกง (พระหมอ) ซึ่งเป็นที่เคารพศรัทธาอย่างมากของชาวจีนฮกเกี้ยนมาประดิษฐาน ณ ศาลเจ้า
และขนานนามว่า “ศาลเจ้าโจวซือกง” แปลเป็นไทย หมายถึง “ปรมาจารย์ปู่” เทพเจ้าโจวซือกงหรือที่ ชาวตลาดน้อยเรียก “หลวงปู่โจวซือกง”
เทพเจ้าโจวซือกง มีลักษณะเด่นคือทั้งองค์เป็นสีดำในขณะที่เทพองค์อื่นๆ เป็นสีทอง

reviewsiam-taladno20 reviewsiam-taladno19

 

 

 

reviewsiam-taladno21 reviewsiam-taladno12 reviewsiam-taladno14 reviewsiam-taladno11

 


ตามประวัติท่านหลวงปู่โจวซือก๋ง ชื่อเดิม เฉิน ผู่ จู้ เป็นชาว อำเภอยงชุน มณฑลฮกเกี้ยน เกิดในสมัยราชวงศ์ซ่ง เมื่อวันที่ 6 เดือน 1 ค.ศ. 1047
ได้อุปสมบทเป็นสามเณร เมื่ออายุยังน้อย ที่สำนักสงฆ์ต้าหยินเอี้ยน บวชเรียนถือศีลตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

 

reviewsiam-taladno13  reviewsiam-taladno15

 

 

ภายหลังได้ธุดงค์มายังเขากาวไท่ซัน ได้ทราบถึงชื่อเสียงเรียงนามของหลวงพ่อ หมิงกงฉานซือเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า ที่เปี่ยมล้นด้วยบุญญาธิการ จึงได้ถวายตัวเป็นลูกศิษย์
เมื่อได้รับการสืบทอดวิชาความรู้ จากหลวงพ่อหมิงกงแล้ว ก็ได้เดินทางไปพำนักอยู่ที่สำนักสงฆ์หม่าจาง
เผยแผ่ธรรมะและรักษาผู้เจ็บป่วยที่ประสบความทุกข์ยากทั้งหลาย ทำให้ชื่อเสียงของหลวงปู่ ซึ่งมีนามในขณะนั้นเรียกว่า “หลวงพ่อหม่าจาง” ได้ขจรขจายไปทั่วทุกแห่งหน

 

reviewsiam-taladno17 reviewsiam-taladno18


ต่อมาในปี ค.ศ. 1083 อำเภอชิงซี (ปัจจุบันเป็นอำเภออันซี) ได้ประสบภัยแล้งอย่างหนักชาวหมู่บ้านเผิงหลายในอำเภอนั้น เคยได้ทราบถึงความมีอิทธิปาฏิหาริย์ของหลวงปู่
จึงได้ร่วมกันนิมนต์ท่านมาทำพิธีขอฝน ครั้นเมื่อท่านได้เดินทางมาถึง ฝนฟ้าก็ตกลงมาดังปาฏิหาริย์ ชาวบ้านได้เกิดความศรัทธาต่อท่านเป็นอย่างมาก และขอให้ท่านพำนักไว้ ณ ที่แห่งนี้
เนื่องด้วยภูเขาเผิงหลาย เป็นภูมิประเทศที่สวยงามและเงียบสงบ มีลำธารใสสะอาดไหลรินอยู่ตลอด ชาวบ้านได้เรี่ยไรเงิน ปลูกสร้างอาคารไว้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม หลวงปู่โจวซือก๋ง ได้ตั้งชื่อแห่งนี้ว่า “ชิงสุ่ยเหยียน”

 

 

reviewsiam-taladno30 reviewsiam-taladno31

 

หลวงปู่โจวซือก๋ง ได้รับหยางต้าวและโจวหมิง 2 คน ไว้เป็นลูกศิษย์ ก่อสร้างวัดวาอาราม ปลูกป่าไว้สำหรับปฏิบัติธรรม สร้างสะพาน ถนนหนทาง และรักษาคนเจ็บป่วย
ท่านได้เดินธุดงค์เผยแพร่ธรรมะ ไปยังเมืองติงโจวและจังโจว ซื่อเสียงของท่านได้ก้องไกลไปทุกแห่งหน ที่ใดประสบภัยพิบัติก็จะนิมนต์ท่านมาปัดเป่า หรือช่วยขจัดภัยพิบัติต่างๆ เหล่านี้

 

reviewsiam-taladno29  reviewsiam-taladno16

 

 

และในโบสถ์ของวัดชิงสุ่ยเหยียน ก็ได้ประดิษฐานรูปแกะสลักไม้จันของหลวงปู่ ไว้ให้ผู้คนกราบไหว้บูชาต่อไปจากความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงปู่โจวซือกง ทำให้มีผู้มาร่วมทำบุญเป็นจำนวนมาก งานประเพณีในรอบปี
เช่น งานเทกระจาด งานถือศีลกินเจ ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุกปี มีการแสดงอุปรากรจีน (งิ้ว) ภายในงานด้วย

 

reviewsiam-taladno22  reviewsiam-taladno23

 

reviewsiam-taladno24  reviewsiam-taladno25

reviewsiam-taladno26  reviewsiam-taladno27

reviewsiam-taladno28

 


วันที่ 13 เดือน 5 ปี ค.ศ. 1102 ท่านหลวงปู่โจวซือก๋งได้ถึงแก่มรณภาพ ได้มีการกล่าวขานกันว่า “ท่านมรณะได้ 3 วันแล้ว แต่หน้าตาของท่านยังไม่ได้ผิดแผกแตกต่างจากเดิมเลย”
ทำให้สาธุชนทั้งหลายต่างดั้นด้นมากราบไหว้บูชาเป็นการใหญ่ อัฐิของท่านได้ประดิษฐานไว้ใต้เจดีย์ “เจิน คง ถ่า” ซึ่งปัจจุบันเรียกว่า สุสานโจวซือ

 

 reviewsiam-taladno05 reviewsiam-taladno06 reviewsiam-taladno07 reviewsiam-taladno08reviewsiam-taladno09

 

“เชียงกง” คนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นคนในกรุงเทพมหานครหรือต่างจังหวัดก็รู้ทันทีว่า เป็นสถานที่ขายชิ้นส่วนอะไหล่และเครื่องยนต์มือสอง
ที่ถูกเรียกเพี้ยนมาจำคำว่า “เซียงกง” นั้น เป็นชื่อของศาลเจ้า “เซียงกงเกง” ที่ตั้งอยู่ต้นถนนทรงวาดติดกับถนนเจริญกรุง
ของแขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ ซึ่งถูกสร้างมาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากที่มาตั้งรกรากอยู่บริเวณนี้ ผู้คนทั่วไปจึงเรียกชุมชนละแวกนี้ว่า “เซียงกง”

 

reviewsiam-taladnoi-33   reviewsiam-taladnoi-34 reviewsiam-taladnoi-35   reviewsiam-taladnoi-36 reviewsiam-taladnoi-37   reviewsiam-taladnoi-38

 

reviewsiam-taladnoi-39  reviewsiam-taladnoi-40 reviewsiam-taladnoi-41 reviewsiam-taladnoi-42

 

โซว เฮง ไถ่ คฤหาสน์ 200 ปี เก๋งจีนสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
ในสมัยรัชกาลที่ ๓ โซว เฮง ไถ่ เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นบ้าน เจ๊สัวจาต (อ่านว่า -เจ้าสัว) แห่งสกุลโซว
ตามชื่อหลวงอภัยวานิช (จาต) เจ้าของบ้านผู้เป็นนายอากรรังนกค่ะคฤหบดีสกุลโซว เป็นครอบครัวที่มั่งคั่ง กว้างขวาง
เป็นที่รู้จักของชาวกรุงมาตั้งแต่แผ่นดินต้นๆ โซว เฮง ไถ่

 

reviewsiam-taladnoi-47   reviewsiam-taladnoi-48 reviewsiam-taladnoi-49   reviewsiam-taladnoi-50 reviewsiam-taladnoi-51   reviewsiam-taladnoi-52 reviewsiam-taladnoi-53   reviewsiam-taladnoi-54

 

 

ที่นี่ถือเป็นบ้านใหญ่(ต้นตระกูล)เพราะเป็นที่ประดิษฐานแกเซิ้ง หรือป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษสกุลโซว ซึ่งเดินทางเข้ามาสยามตั้งแต่สมัยปลายอยุธยาเมื่อสมัยเมื่อแรกสร้าง โซว เฮง ไถ่ ถือได้ว่าเป็นคฤหาสน์ชานเมืองจนมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ กรุงเทพฯ มีจำนวนประชากรเพิ่มขึ้นมากเมืองล้นขยายใหญ่จนล้นคูเมืองเดิมออกมามาก โซว เฮง ไถ่ ก็เปลี่ยนสถานภาพจากบ้านเศรษฐีชานเมืองมาเป็นบ้านคฤหบดีในเขตเมืองที่มีคูเมืองล้อมรอบในที่สุด และเรียก โซว เฮง ไถ่ ในอีกชื่อหนึ่งว่า บ้านตลาดน้อย

 

reviewsiam-taladnoi-55   reviewsiam-taladnoi-56 reviewsiam-taladnoi-57   reviewsiam-taladnoi-58 reviewsiam-taladnoi-59   reviewsiam-taladnoi-60 reviewsiam-taladnoi-61   reviewsiam-taladnoi-62 reviewsiam-taladnoi-65   reviewsiam-taladnoi-66 reviewsiam-taladnoi-67  reviewsiam-taladnoi-80 reviewsiam-taladnoi-71  reviewsiam-taladnoi-72   reviewsiam-taladnoi-70   reviewsiam-taladnoi-69 reviewsiam-taladnoi-73   reviewsiam-taladnoi-74 reviewsiam-taladnoi-75   reviewsiam-taladnoi-76 reviewsiam-taladnoi-77   reviewsiam-taladnoi-64

reviewsiam-taladnoi-63   reviewsiam-taladnoi-89

reviewsiam-taladnoi-78 reviewsiam-taladnoi-79  

 

 

บ้านโซวเฮงไถ่ คฤหาสน์จีนกลางกรุง – ปัจจุบันเป็นรุ่นที่ 8 อายุบ้านประมาณ 230 ปี ที่นี่แบ่งเป็น 3 เรือน เรือนแม่ เอาไว้ไหว้บรรพบุรุษ มีห้องกว่า 30 ห้อง

 

 

reviewsiam-taladnoi-68  reviewsiam-taladnoi-81  

reviewsiam-taladnoi-90 reviewsiam-taladnoi-91 reviewsiam-taladnoi-92 reviewsiam-taladnoi-93 reviewsiam-taladnoi-94 reviewsiam-taladnoi-95

 

 

 

 

โบสถ์กาลหว่าร์

หลังจากกรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว ชาวโปรตุเกสก็มีการอพยพย้ายถิ่นฐานสัญจรมาทางแม่น้ำเจ้าพระยา  มาตั้งชุมชนเล็กๆในย่านนี้ ก่อนที่จะเป็นชุมชนจีนอย่างที่ได้เห็นในปัจจุบัน
ซึ่งกลุ่มแรกๆที่อยู่เป็นชาว คริสต์-โปรตุเกส หลังที่เห็นปัจจุบันเป็นหลังที่3

 

reviewsiam-taladnoi-96 reviewsiam-taladnoi-97 reviewsiam-taladnoi-98 reviewsiam-taladnoi-99 reviewsiam-taladnoi-101 reviewsiam-taladnoi-102

 

 

กาลหว่าร์เป็นวัดคาทอลิกเก่าแก่มาแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมเรียกค่ายแม่พระลูกประคำ โดยเมื่อครั้งอยุธยา คริสตังชาวโปรตุเกสกลุ่มที่หลบหนีทหารพม่าและไม่ยอมรับอำนาจการปกครองของบาทหลวงชาวฝรั่งเศส
ได้พากันอพยพลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยา และตั้งถิ่นฐานบริเวณปัจจุบัน ขณะเดียวกันได้นำรูปปั้นแม่พระลูกประคำและรูปพระศพของพระเยซูเจ้าลงมาด้วยและตั้งชื่อโบสถ์ว่า กาลหว่าร์ ตามชื่อรูปพระตายที่นำมาจากอยุธยา (คำว่ากาลหว่าร์ หมายถึง เนินเขาที่พระเยซูเจ้าสิ้นพระชนม์บนกางเขน)

 

 

reviewsiam-taladnoi-105

reviewsiam-taladnoi-106

reviewsiam-taladnoi-109

reviewsiam-taladnoi-107

 

reviewsiam-taladnoi-100reviewsiam-taladnoi-112 

reviewsiam-taladnoi-108

reviewsiam-taladnoi-110

reviewsiam-taladnoi-111

reviewsiam-taladnoi-113

reviewsiam-taladnoi-114

reviewsiam-taladnoi-115

reviewsiam-taladnoi-116

reviewsiam-taladnoi-117

reviewsiam-taladnoi-118

reviewsiam-taladnoi-119

reviewsiam-taladnoi-120

reviewsiam-taladnoi-121

 

 

 

 

“เชียงกง” คนส่วนใหญ่ไม่ว่าจะเป็นคนในกรุงเทพมหานครหรือต่างจังหวัดก็รู้ทันทีว่า เป็นสถานที่ขายชิ้นส่วนอะไหล่และเครื่องยนต์มือสอง
ที่ถูกเรียกเพี้ยนมาจำคำว่า “เซียงกง” นั้น เป็นชื่อของศาลเจ้า “เซียงกงเกง” ที่ตั้งอยู่ต้นถนนทรงวาดติดกับถนนเจริญกรุง ของแขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์
ซึ่งถูกสร้างมาก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยกลุ่มคนไทยเชื้อสายจีนจำนวนมากที่มาตั้งรกรากอยู่บริเวณนี้ ผู้คนทั่วไปจึงเรียกชุมชนละแวกนี้ว่า “เซียงกง”

 

แบงค์สยามกัมมาจล ธนาคารแห่งแรกของประเทศไทย
reviewsiam-taladnoi-43 reviewsiam-taladnoi-44
เมื่อก่อนคนไทยยังไม่รู้จักการเก็บออม ส่วนใหญ่ก็ยังใช้วิถีฝังใต้ดินเพื่อความสะดวกในการหยิบใช้
ในส่วนของคนจีนที่มาทำมาค้าขายก็เช่นกัน ยังนิยมวิธีการเก็บทรัพย์สินโดยการเปลี่ยนเงินเป็น “ทอง” แล้วนำทองมาเลี่ยมฟัน คือคิดว่าเก็บไว้กับตัวแล้วจะปลอดภัย
เมื่อพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เล็งเห็นประโยชน์ของการเก็บออม จึงมีพระราชกระแสรับสั่ง ให้สร้าง “บุคคลัภย์” เพื่อให้คนรู้จักการยืม การถอน การฝากเงิน
ซึ่งตรงนี้พระองค์ใช้โมเดลเดียวกันกับร้านหนังสือ ที่มีการให้บริการยืมหนังสือมาเป็นต้นแบบ หลังจากนั้นก็มีพระอนุชาของพระองค์
นามว่า พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ได้ไปยุโรป ได้เห็นที่ต่างประเทศมีธนาคาร เลยขอพระราชทานอนุญาตเปิดธนาคารแห่งแรกของไทย
ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อ 27 มกราคม 2482 และดำเนินการจนกระทั่งเปลี่ยนสำนักงานใหญ่ไปที่ ถนน เพชรบุรี

reviewsiam-taladnoi-45 reviewsiam-taladnoi-46
สำนักงานธนาคารสยามกัมมาจลเป็น อาคาร๓ชั้นขนาดกลางที่มีความสวยงามประณีตตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตกในยุค “โบซาร์” (Beaux Arts) ผสมกับ “นีโอคลาสสิก” (Neo-classic)
ออกแบบโดยสถาปนิกชาวอิตาเลียนผู้มีชื่อเสียงในกรุงสยามในขณะนั้น คือ นายอันนิบาเล ริก๊อตติ (Annibale Rigotti) และนาย มาริโอ ตามันโย (Mario Tamagno)
ทั้งคู่ได้รับการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมและศิลปะอย่างดีเยี่ยมจากประเทศอิตาลี ได้เข้ามารับราชการอยู่ที่กระทรวงมหาดไทยในช่วงเวลาที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯทรงกำลังพัฒนาสยาม
ให้ทันสมัยในแนวทางของชาวตะวันตก บุคคลทั้งสองได้ฝากฝีมือการสร้างพระที่นั่ง ปราสาทราชวัง ถนน สะพาน และคฤหาสน์ต่างๆไว้ในเมืองไทยมากมาย ผลงานชิ้นเอกก็คือพระที่นั่งอนันตสมาคม
title-reviewsiam-taladnoi
 
ท่านได้อ่านรีวิวแล้ว อยากเที่ยวชมย่านเก่าแบบนี้บ้างทางแบรนด์เชอราตันได้มีโปรแกรมตัวใหม่ที่มีชื่อว่า One-Hour Gem
เป็นการแนะนำสถานที่ที่น่าสนใจบริเวณรอบๆโรงแรมเชอราตันทั่วโลก เป็นกิจกรรมสำหรับแขกที่มาเข้าพักกับโรงแรมให้สามารถเดินเที่ยวชมได้ด้วยตัวเองภายใน 1 ชั่วโมง
และใช้เวลาให้เกิดความคุ้มค่าที่สุดในทุกๆการเดินทาง
โรงแรมรอยัล ออคิด เชอราตัน จึงได้จัดกิจกรรมพาพวกเราเดินชมกันในวันนี้
เนื่องจากบริเวณตรอกกัปตันบุช – ตลาดน้อยเป็นพื้นที่ที่มีประวัติศาสตร์และเกร็ดความรู้มากมาย
สนใจลองเข้าไปอ่านข้อมูลเพิ่มเติมสามารถอ่านได้ที่ http://www.royalorchidsheraton.com/th/sheratoneffortlesstravel?EM=BLOG_REVIEWSIAM_SI_172_SEPFAMTRIP_EN_AP

ขอบคุณสำหรับการติดตาม
www.reviewsiam.com
www.facebook.com/reviewsiam

ขอบคุณ โรงแรม รอยัล ออร์คิด เชอราตัน ที่เชิญรีวิวสยาม ไปร่วมทริปเก๋ๆ ในครั้งนี้ด้วยค่ะ
ขอบคุณสำหรับการติดตาม
www.reviewsiam.com
www.facebook.com/reviewsiam

 

 

 

 

Facebook Comments



ใส่ความเห็น

Shares