Search
วันอาทิตย์ 15 ธันวาคม 2019
  • :
  • :

มรดกผ้าไทย ชีวิต วิถี ประเพณี ศิลปะ Thai Cloth Heritage: Ep.3

DAY 2 :: วันนี้เรานัดกันว่าจะออกจากโรงแรมแต่เช้า มุ่งหน้าไปบ้านแม่แจ่ม ดินแดนแห่งวัฒนธรรม และผ้าซิ่นที่ถูกเล่าขานต่อๆกันมาว่า ซิ่นตีนจกแม่แจ่ม คือที่สุดแห่ง
ผ้าทอที่นับเป็นงานที่ ทอได้ยากที่สุด ของแม่แจ่ม “ผ้าซิ่นจก (ตีนจก) มีความละเอียดประณีตอ่อนช้อย มีความหมายในตัวเอง เราได้ยินชื่อเสียงของผ้าทอแม่แจ่มมานาน อีกทั้งบรรยากาศ วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ ท่ามกลางหุบเขาที่โอบล้อม และแม่น้ำแม่แจ่มที่เป็นสายสัมพันธ์ หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คนที่นี่ อย่าช้าเลยค่ะ ออกเดินทางไปด้วยกันกับ รีวิวสยาม นะคะ

เริ่มต้นวันด้วยอาหารอร่อยถูกปาก

เช้านี้เราทานมื้อเช้ากันที่ x2 vibe chiang mai decem hotel nimman บรรยากาศลมฝน ที่ตกตั้งแต่ฟ้าสาง ทำให้เรารู้สึกไม่อยากตื่นเอาซะเลย ลมเย็นๆ ฟ้าครึ่มๆแบบนี้ เราอยากจะกลับไปซุกตัวลงเตียงกว้างๆในผ้าห่มอุ่นๆ ตลอดค่ำคืนที่ผ่านมา เราต่างหลับสนิท จนไม่ได้ยินเสียงรบกวนว่าใครกรนก่อนใคร ความสุขเล็กๆที่ดีต่อใจ x2 vibe chiang mai decem hotel nimman ให้บริการเราให้ประทับใจ เช้านี้เรายังมาพบว่า ในบาร์อาหารเช้า นอกจากจะมี อาหาร กับข้าว คาวหวาน กาแฟสด ชาหอมๆ ยังมีอาหารเมืองเหนือมาเสิร์ฟอีกด้วย รสชาติอร่อยไม่ธรรมดา มื้อเช้ามื้อนี้ เราทั้งสี่ อิ่มใจ และได้รอยยิ้มกลับไปทุกคน เติมพลัง และตระเตรียมข้าวของ เพื่อเดินทางกันเรียบร้อยแล้ว ก็เตรียมสตาร์ทรถ มุ่งหน้าสู่แม่แจ่มกันเลยจ้า

จากสี่แยกรินคำ เราปัก GPS ไปที่บ้านแม่แจ่ม การเดินทางมาเที่ยวอำเภอแม่แจ่ม ซึ่งว่ากันว่า ที่นี่เป็นดินแดนนครลับแลแห่งเมืองล้านนา  สามารถเดินทางมาได้ 2 เส้น คือ ผ่านด้านหลังดอยอินทนนท์ จะใช้ระยะทางใกล้หน่อย ราว 20 กิโลเมตร แต่ว่า เส้นทางจะแคบ ชัน คดเคี้ยวเป็นที่สุด อีกเส้นทางหนึ่ง คือผ่าน อ.ฮอด ต้องอ้อมไปอีกพอสมควร แต่ทว่า ทางดีกว่า ชันน้อยกว่า คดเคี้ยวน้อยกว่า ด้วยความที่เราทั้ง 4 ไม่คุ้นเคยเส้นทาง นี่เป็นการเดินทางมาเยือน บ้านแม่แจ่มเป็นครั้งแรก เราจึงเลือกที่จะผ่าน อ.ฮอด เพื่อความปลอดภัย เราต้องขอบคุณทาง Avis Thailand มากๆค่ะ ที่อนุเคราะห์ รถที่มีความพร้อม ในการเดินทางขึ้นเขาแบบนี้ ตลอดเส้นทาง เราเดินทางสะดวก สบายปลอดภัย และประหยัดน้ำมันมากๆ หากใครมีแพลนจะเดินทางขึ้นเขา หรือเดินทางไกลแบบเรา แนะนำเลยค่ะ เช่ารถกับทาง
Avis Thailand คุ้มค่ามากๆ สนใจลองคลิกไปดูได้ ในแฟนเพจ Avis Thailand

เพิ่มเติมเรื่องการเดินทางไปบ้านแม่แจ่ม เผื่อมีใครสนใจอยากตามไปเที่ยวนะคะ

การเดินทางไปอำเภอแม่แจ่ม

1. รถยนต์ส่วนตัว
– เส้นทางดอยอินทนนท์จากอำเภอจอมทองมีป้ายเขียนไว้ว่า “ดอยอินทนนท์” ให้เลี้ยวขวาไปตามเส้นทาง จะผ่านด่านที่ 1 ตรงน้ำตกแม่กลาง จากนั้นขับรถไปเรื่อยๆ จะผ่านที่ทำการอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ (กม.11) ขับรถตรงไป ตามเส้นทาง จนถึงด่าน 2 จะเห็นป้ายเลี้ยวซ้ายไปแม่แจ่ม (ไม่ต้องตรงไป ถ้าตรงไปจะขึ้นยอดดอยอินทนนท์) ขับมาเรื่อยๆ จนมาถึง ตัวอำเภอ รวมระยะทางแล้วประมาณ 115 กิโลเมตร รถทุกชนิดเดินทางได้ถนนเป็นทางราดยางแต่อาจชันและคดเคี้ยวเป็นหลุมบางช่วง

-เส้นทางสายฮอด-แม่สะเรียงจากตัวเมืองเชียงใหม่เริ่มจาก สี่แยกสนามบิน ขับรถตรงไปเรื่อยๆ ตามถนนสาย เชียงใหม่-หางดง ผ่านห้างโลตัส ผ่านอำเภอ หางดง สันป่าตอง จอมทอง และฮอด พอถึงตลาดฮอดจะสังเกตเห็นวงเวียนและหอนาฬิกาขนาดใหญ่
ให้วนขวาจะสังเกตเห็นที่ว่าการอำเภออยู่ด้านซ้ายมือ จากนั้นให้ตรงไปตามถนนสายฮอด-แม่สะเรียง ผ่านออบหลวง ขับรถตรง ไปเรื่อยๆ จากนั้นให้สังเกตป้ายจะเขียนบอกไว้ว่า อ.แม่แจ่ม ให้เลี้ยวขวา พอเลี้ยวเข้าไปจะสังเกตเห็นวัดอยู่ด้านซ้ายมือจากนั้น ให้ตรงไปเรื่อยๆ จะผ่าน หมู่บ้าน อมขูด , ออป.หัวดอย , โหล่งปง , กองแขก จนมาถึงตัวอำเภอ รวมระยะทางแล้วประมาณ 150 กิโลเมตร
2. รถโดยสารสารธารณะ
– จากกทม. นั่งรถสายกทม.-จอมทอง มีทั้งรถ ปอ. 1และ ปอ.2หลังจากนั้นต่อรถสองแถวที่อ.จอมทอง
– จากจอมทองนั่งรถสายจอมทอง – แม่แจ่มค่าโดยสาร 80 บาท เป็นรถสองแถวสีเหลือง คิวรถอยู่ที่ข้างวัดพระธาตุ
ศรีจอมทอง รถจะออกต่อเมื่อมีผู้โดยสารเต็ม
– จากเชียงใหม่นั่งรถไปลงอาเขต
– จากอาเขต ขึ้นรถแดงไปลงประตูเชียงใหม่ 20 บาท
– จากประตูเชียงใหม่สายเชียงใหม่ – จอมทองค่าโดยสาร 35 บาท แล้วมาลงที่จอมทอง
รถแม่แจ่มรอบแรกประมาณ 07.00 น./ 09.00 น./ 12.00 น./14.00 น./15.00 น. ทั้งไปและกลับ เที่ยวสุดท้าย 17.00 น. ระยะเวลาในการเดินทางประมาณ 1.30 ชม.(แม่แจ่ม-จอมทอง )

เราออกจาก รร. ประมาณ 8.30 น. ความตลกร้าย อย่างแรกก็คือ วันนี้ฝนตกหนักมากๆ ตกตั้งแต่เช้ามืด จนเราถึงแม่แจ่ม กลับออกมาจากแม่แจ่ม ตอนเย็นก็ยังตกอยู่ แต่ใจเราสู้ ก็ไปกันต่อ ตลกร้ายอย่างที่ 2 ก็คือ ยิ่งเดินทางไปไกลขึ้นๆ สัญญาณ GPS หายเป็นระยะๆ แล้วจากที่ตั้งใจว่า จะไปทางฮอด จนแล้วจนรอด สัญญาณก็นำพาเราไปเส้น ดอยอินทนนท์จนได้ ทุกคนในรถได้แต่ให้กำลังใจกันไปมา สู้ฝน สู้เส้นทาง ที่คดเคี้ยวและเปลี่ยวมากๆ สำหรับวันที่พายุฝนถาโถมแบบนี้

บ้านแม่แจ่ม

เรามาถึงบ้านแม่แจ่มราวๆ เที่ยงครึ่ง ผิดจากที่วางแผนเอาไว้ว่า 11.30 น. ก็น่าจะถึงแล้ว แต่ก็เข้าใจได้ เพราะเราต่างกังวลเรื่องเส้นทางและความปลอดภัย ดังนั้น การขับรถขึ้นเขา เราจะไม่ปรู้ดปร๊าดมาก เส้นทางเลี้ยวลดไปมาที่ธรรมดาแน่นหนาสองข้างทาง ยิ่งทำให้เราได้ยินเสียหัวใจที่ชัดเจน เราหวังว่าเราจะได้มาสัมผัส กับผ้าซิ่นสวยๆ ในดินแดนลับแลแห่งล้านนา อุปสรรคเท่านี้ เราจะไม่หันหลังกลับเด็ดขาด …. เดินทางมาถึงก็เริ่มหิว เราจึงมองหาร้านข้าว ที่พอจะฝากท้อง และหลบฝนได้ ระหว่างขับผ่านตลาดสดบ้านแม่แจ่มมาเล็กน้อย เราก็มาเจอร้านอาหารชื่อ เฮือนม่านมุก ดูท่าทางว่านั่งได้สบายหน่อย และท้องร้องกันแล้ว จึงสรุปกันว่า กินข้าวเติมแรงกันก่อน ค่อยออกตามหา หมูบ้านทอผ้า กันอีกที

ความหิวอาจฆ่าคุณได้ 555 

เราสั่งอาหารกันรัวๆ ส้มตำปลาร้า นัวมากๆ ปลาทอดตะไคร้ เสิร์ฟมาจานใหญ่บิ๊กบึ้ม ทีแรกนึกว่าจะกินกันไม่หมดซะแล้ว ปลาสดๆ ทอดกรอบๆ ยิ่งกินคู่กับตะไคร้ทอดกรอบๆหอมๆนะ ฟินมาก กะหล่ำปลีผัดน้ำปลา กินคู่กับส้มตำคือเข้ากันสุดๆ ต้มแซ้บกระดูกอ่อน แซ่บๆร้อนๆ ซดแรงๆให้ซู้ดซ้าด แบบไม่แคร์เสียงสายฝน ปิดท้ายด้วย กาแฟสด คั่วใหม่ๆ ซิกเนเจอร์ของที่ร้าน ปิดจบมื้อเที่ยงที่แสนเพอร์เฟค แล้วราคาก็ถูกมากๆเลย เราประทับใจในความน่ารัก ที่เจ้าของร้านต้องรับคนต่างถิ่นอย่างเรา ที่นี่นอกจากจะเป็นร้านอาหาร ร้านคาราโอเกะ ยังมีที่พักเป็นโฮมสเตย์ไว้บริการอีกด้วย ใครที่มาบ้านแม่แจ่ม อยากได้ที่พักดีๆ นอนสบาย สะอาด มีอาหารอร่อยๆ มาเถอะ มาจองที่นี่ ดีจริงๆ แนะนำจากใจ โทรสอบถาม เฮือนม่านมุก 098 750 4384

อิ่มแล้วเดินทางกันต่อ จากที่ได้พูดคุยกับพี่สาวใจดี เจ้าของร้านเฮือนม่านมุก เราจึงรู้ได้ว่า ห่างจากที่ร้านไปนิดเดียว เราก็จะเจอกับหมู่บ้านที่เค้าทอผ้ากันแล้ว …. ใกล้เต็มที ระหว่างเดินทางไป เราได้เห็นวิวข้าวออกรวง ในหมอกสวยกลางหุบเขา ทำให้ความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง หายไปทันที

ผืนผ้าแห่งชีวิต ซิ่นตีนจก มรดกล้านนา

และแล้วเราก็มาถึงจุดหมายปลายทาง ฝนซา ฟ้าหลัว เราเข้ามาพบหมู่บ้านเล็กๆ ที่ติดป้ายด้านหน้าว่าเป็นศุนย์การเรียนรู้เรื่องผ้าทอบ้านแม่แจ่ม จอดรถไม่รอช้า ปรี่เข้าไปบ้านหลังน้อยให้เห็นกับตา ว่าผ้าที่เขาเล่าขายว่าเป็นศิลปะผ้าทอมือที่ยากที่สุด เป็นอย่างไร

ในเรือนน้อยๆแห่งนี้ มีคุณยาย คุณน้า ขาวบ้านแม่แจ่ม กำลังเพลิดเพลินกับการทอผ้า สอดด้าย ยกกี่ เป็นกิจกรรมที่เกิดขึ้นทุกวัน มารุ่นสู่รุ่น นับร้อยๆปี “ผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่ม” นับว่าเป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ของคนแม่แจ่ม ชาวบ้านที่นี่ ร่วมรักษา และสืบทอดเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรม ผ่านผืนผ้าโดยกระบวนการเทคนิคเฉพาะ ทำให้ได้ชิ้นงานที่มีลวดลายสวยงาม มีความปราณีตเฉพาะแบบ เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร

ในภาคเหนือ ผ้าทอแสดงบทบาทสำคัญทางสังคม วิถีชีวิต และวัฒนธรรมในท้องถิ่น เราจะเห็นภาพผู้คนที่ใช้ผ้าเป็นส่วนหนึ่ง (สำคัญๆ) ของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการใช้ประกอบในพิธีกรรมต่าง ๆ ประเพณี เทศกาลต่างๆ การสวมใส่ ใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม หรือเครื่องประดับในหลายชุมชน แม้แต่การแสดงถึงชนชั้นในอดีตก็ยังมีการใช้ผ้าเป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารถึงยศฐาบรรดาศักดิ์อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น ในพิธีขึ้นเฮือนใหม่ พิธีสืบชะตาหรือพิธีที่มีการใช้ขันหลวงยังคงมีการใช้ผ้าขาว-ผ้าแดงเป็นเครื่องประกอบพิธีกันอยู่ โดยเชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของผีบรรพบุรุษ ในอำเภอแม่แจ่มและในหลายชุมชนยังคงมีการใช้ผ้าขาวที่ทอด้วยมือเป็นผ้าหลองคาบ ใช้รองหรือห่อร่างของผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว และยังใช้ทำตุงสามหางและถุงขาวที่ใช้ในพิธีศพเช่นกัน มีการทอตุงเพื่อใช้ในวันขึ้นปีใหม่หรือใช้ในงานปอยหลวง ผ้าหลายอย่างทอขึ้นเพื่อใช้เป็นผ้าดำหัวในพิธีรดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ในวันสงกรานต์หรือปีใหม่เมือง ผ้าห่อคัมภีร์ก็ยังคงมีการทำขึ้นทุกครั้งของงานปอยเข้าสังข์เพื่ออุทิศให้แก่ผู้ล่วงลับ นอกจากนี้ยังมีผ้าซิ่นตีนจกที่เป็นผ้าไว้สวมใส่ในงานพิธีสำคัญ บ้างใช้ใส่ในพิธีฮ้องขวัญ หรือ เรียกขวัญ สตรีชาวแม่แจ่มยังมีการเตรียมซิ่นตีนจกไว้นุ่งหลังจากตายเพื่อให้ดวงวิญญาณได้ไปสักการะพระเกศแก้วจุฬามณีบนสรวงสวรรค์

การทอผ้าของผู้หญิงไท เมื่อก่อน ไม่ได้ทำเพื่อเป็นอาชีพ แต่ทำเพื่อเป็นการใช้สอย ในขณะที่ผู้ชายแม่แจ่มได้มีโอกาสบวชเรียน หัดเขียนอ่านคัมภีร์ใบลาน ที่บันทึกเรื่องราวพระพุทธศาสนา หรือบางคนอาจไปเป็นสล่า ช่างฝีมือ ช่างหัตถกรรมรูปแบบต่างๆ ผู้หญิงจะเป็นผู้ที่ได้รับความรู้ และภูมิปัญญาต่างๆผ่านวัดโดยมีผู้ชายเป็นสื่อ เมื่อผู้หญิงได้เข้าวัดไปฟังธรรม ทำบุญ ก็จะได้ยินเรื่องราวชาดกต่างๆ ได้มองเห็นรูปวาดจิตรกรฝีมือดี บรรจงวาดเรื่องราวผ่านศิลปะบนกำแพงบนผนังวัด สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องหล่อหลอมจิตใจให้สตรีมีแรงบันดาลใจ ในการนำเรื่องราวที่เรียนรู้ มาสร้างตำนานบนผืนผ้า นับเป็นการแสดงออกอย่างวิจิตรละเมียดละไม ของผู้หญิงชาวแม่แจ่ม

ที่ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ นอกจากเราจะได้เห็นถึงวิธีการทอ เทคนิค อุปกรณ์ทอผ้าซิ่นตีนจก เรายังสามารถจับจ่าย ซื้อผ้าทอ ติดมือกลับมาได้ด้วย
เทคนิคการจกของแม่แจ่มเป็นการจกทางด้านหลังของลาย โดยคว่ำลายด้านหน้า ลงกับกี่ทอผ้า ผู้ทอสามารถผูกเงื่อนฝ้านตรงด้านหลังของลายได้สะดวกและแน่นหนากว่า ทําให้ผลงานมี ความละเอียดประณีตขึ้น

ความตั้งใจ ความรู้ และความอดทน ที่ฝึกฝนผ่านวิธีการทอผ้า ตลอดจนวิถีชีวิตที่ไม่ห่างจากศาสนานั้น ถือว่าเป้นการสั่งสมบารมีอย่างหนึ่งของแม่หญิงแม่แจ่ม นับตั้งแต่เริ่มต้นด้วยการทอผ้าขาว จนบรรลุเป้าหมายสูงสุด คือ ลายหงส์ดำ ซึ่งเปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งโพธิญาณ

การรับรู้เรื่องจักรวาลนั้นไม่ได้เป็นสิ่งไกลตัวชาวแม่แจ่มนัก จากภาพวาดสัตตบริภัณฑ์บนฝาผนังวัดป่าแดด และคิชฌกูด ในวิหารวัดยางหลวงนั้น ล้านสัมพันธ์กับจักรวาล และจากความเชื่อเรื่องอานิสงฆ์ทานตุง ที่มีบันมึกไว้ในคัมภีร์ใบลานล้านนาฉบับวัดบ้านแอ่น อ.ดอยเต่า ได้กล่าว่า พระพุทธเจ้า ทรงตรัสอธิบายว่าผู้ใดทานตุงขาว ตุงแดง ตุงเหลือง ย่อมจะได้ไปเกิดในทวีปต่างๆกัน ได้แก่ อุดรทวีป อมรโคยานทวีป และชมพูทวีป ดังนั้น การเพียรพยายามสอดแทรกเรื่องราวเห่านี้ลงบนผืนผ้าทอขาวสตรีแม่แจ่มนั้น สามารถกล่าวได้ว่า นี่คือการทอจักรวาลลงบนผืนผ้า

ลวดลายและกรรมวิธีการทอ

      จก เป็นเทคนิคการทำลวดลายบนผืนผ้าบนเส้นพุ่ง ด้วยวิธีการสอดด้ายเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วงๆ โดยใช้ขนแม่นหรือเหล็กแหลมช่วยในการจกหรือควักเส้นด้ายขึ้นมาบนเนื้อผ้าที่ทออยู่ การจกเป็นการสร้างลวดลายที่สามารถใช้ฝ้ายได้หลากหลายสีในลวดลายต่างๆ ที่ทำขึ้น ผ้าแม่แจ่มจะใช้เทคนิคนี้เป็นส่วนใหญ่ โดยคว่ำหน้าผ้าลงกับกี่ที่ทอ ซึ่งทำให้สามารถเก็บเงื่อนหรือปมฝ้ายได้เป็นระเบียบเรียบร้อยไม่หลุดง่าย รวมทั้งลวดลายที่เกิดขึ้นด้านหลังของลายซึ่งอยู่ด้านบนของกี่นี้มีความสวยงามไม่แพ้ด้านหน้าซิ่นแม่แจ่มจึงสามารถนุ่งได้ 2 ด้าน ดังจะเห็นคนเฒ่าคนแก่มักนิยมนุ่งซิ่นด้านในออกนอกเสมอ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เก่าเร็วเกินไปด้วย

      ผ้าจกนับเป็นศิลปะการสร้างลวดลายบนผ้าที่มีความเป็นอิสระในตัวเอง ซึ่งผู้ทอสามารถสร้างจินตนาการและแสดงออกซึ่งความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้มากที่สุดเช่นเดียวกับการวาดภาพและแต้มสีลงบนผืนผ้า ผลงานที่เกิดขึ้นจึงสามารถพัฒนาการไปได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด

      ผ้าจกแม่แจ่มมีลักษณะเด่นในการสร้างผลงานของช่างผู้ทอ ขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งลายดั้งเดิม ซึ่งสามารถจัดแบ่งผ้าจกตามลักษณะลวดลายได้ดังนี้
      1. ลวดลายอุดมคติ เป็นลวดลายที่สะท้อนความเชื่อในศาสนาออกมาเป็นรูปสัญลักษณ์อันเกี่ยวเนื่องกับศาสนา พบลวดลายลักษณะนี้ในซิ่นตีนจกเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ รูปโคม ขัน น้ำต้น นาค หงส์สะเปา ที่ประกอบขึ้นเป็นซิ่นตีนจก นอกจากนี้ยังปรากฏ รูปขันดอก รูปหงส์ในผ้าป้าด (ผ้าพาดบ่า) หรือลายนาคในหน้าหมอน เป็นต้น
      2. ลวดลายคนและสัตว์ ส่วนใหญ่พบในผ้าหลบสะลี (ผ้าปูที่นอน) ผ้าป้าด ได้แก่ รูปม้า ช้าง ไก่ ลา ลายเขี้ยวหมา ลายงูเตวตาง ลายฟันปลา และลายคน ในหน้า หมอนได้แก่ รูปปู กบ เป็นต้น
      3. ลวดลายพรรณพฤกษา พบในหน้าหมอนเป็นส่วนใหญ่ ได้แก่ ลายดอกจันทร์ กุดผักแว่น เป็นต้น
      4. ลวดลายเปรียบเทียบสิ่งของใกล้ตัว เช่น ลายกุดตาแสง กุดพ่อเฮือนเมา กุดกระแจ กุดขอเบ็ด กุดสามเสา พบลวดลายเหล่านี้ในหน้าหมอน

      ซิ่นตีนจกแม่แจ่มเ ป็นศิลปหัตถกรรมที่เป็นมรดกตกทอดจากบรรพบุรุษมา แต่โบราณกาลอันเกิดจากการประดิษฐ์คิดค้น และสร้างลวดลายขึ้นบนผืนผ้าด้วยการจก คือการสอดหรือควักเส้นฝ้ายสีต่างๆ ที่พุ่งสลับกันเป็นช่วงๆ เพื่อให้เกิดเป็นรูปและลวดลายต่างๆ ขึ้นมาโดยใช้ขนเม่น โลหะ หรือไม้ปลายแหลมเป็นเครื่องมือ
      ซิ่นตีนจกไหมในเขตแม่แจ่ม เท่าที่พบในปัจจุบันมีจำนวนไม่มากนัก ส่วนใหญ่มีอายุอยู่ใน ราว 200 ปี จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ และผู้รู้ในเขตบ้านยางหลวงพบว่าซิ่นในสมัยก่อนจะทำด้วยผ้าฝ้ายปั่นมือหรือ เส้นไหมและย้อมด้วยสีธรรมชาติ โดยมีสีหลักๆ เช่น สีแดง ย้อมด้วยรากสะลัก สีดำหรือ สีน้ำเงินเข้มจะย้อมด้วยหม้อฮ่อม สีเหลืองย้อมด้วยขมิ้น เป็นต้น ปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงของวัสดุที่ใช้ทอและจก ทำให้มีลักษณะและสีสันของซิ่นตีนจกแม่แจ่มที่แตกต่างไปจากเดิมบ้างตามวัสดุที่ใช้ กล่าวคือ เมื่อมีการใช้ฝ้ายจากโรงงาน มีลักษณะเป็นฝ้ายเนื้อละเอียดมีสีสันที่หลากหลาย ชาวบ้านเรียก “ฝ้ายพ่าย” สีสันของซิ่นตีนจกแม่แจ่มในยุคนี้ จึงมีสีสันสดใสมากขึ้น มีการใช้สีมากขึ้นในการจก และนิยมจกจนเต็มลายไม่เว้นช่องว่าง


      องค์ประกอบของซิ่นตีนจกแม่แจ่ม แบ่งออกเป็นส่วนสำคัญ 3 ส่วน คือ ส่วนเอวซิ่น ส่วนตัวซิ่น และส่วนที่เป็นตีนจกหรือตีนซิ่น เมื่อนำทั้ง 3 ส่วน นี้มาเย็บต่อกันก็จะได้ซิ่นตีนจก 1 ผืน ทั้งนี้เนื่องจากสตรี แม่แจ่มส่วนใหญ่ยังนิยมทอผ้าแบบโบราณกันอยู่ โดยใช้กี่พื้นเมือง ซึ่งมีขนาดเล็ก ส่วนตัวซิ่นจะเป็นส่วนที่กว้างที่สุดที่สามารถทอได้ แต่ปัจจุบันนี้มีการทอซิ่นตีนจกแบบเต็มผืนขึ้นบ้างแล้ว
      ซิ่นตีนจกแม่แจ่มแบบโบราณ นิยมนุ่งซิ่นให้ยาวกรอมเท้าปิดตาตุ่ม ลักษณะของผ้าซิ่นตีนจกแม่แจ่มประกอบด้วย
      1. ส่วนเอวซิ่น คือส่วนบนสุดของซิ่น มีความกว้างประมาณ 1 คืบ ในส่วนนี้ยังแยกเป็นส่วนย่อยได้อีก 2 ส่วนคือ ส่วนบนสุดบ้างเรียก หัวซิ่น ใช้ผ้าฝ้ายสีขาว ซึ่งมีความนุ่มนวลและแน่นไม่หลุดง่ายเวลานุ่ง ส่วนถัดลงมาเป็นแถบเล็กสีแดงกว้างประมาณ 5-6 เซนติเมตร นิยมย้อมด้วยสีเปลือกมะนมวัว สมอ หรือมะเกลือ ซึ่งสีเปลือกไม้เหล่านี้มีส่วนช่วยในการดูดกลิ่นและรักษาผิวหนังที่อ่อนบางบริเวณเอวด้วย
      2. ส่วนตัวซิ่น คือส่วนที่อยู่ตรงกลางระหว่างเอวซิ่นกับตีนซิ่น มีความกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร มีอยู่ด้วยกันหลายแบบ ทั้งแบบเป็นลายริ้วขวางลำต้น มีสีต่างๆ เรียกซิ่นตา หรือซิ่นต๋า นิยมเรียกตามสีของซิ่น คือ ซิ่นตาเหลือง ซิ่นตาขาว ซิ่นตาแดงมุด หรือถ้ามีเทคนิคการปั่นไกเข้าประกอบใน ตัวซิ่น เรียกว่า ซิ่นแอ้ม (การปั่นไก คือวิธีการนำด้ายหรือเส้นฝ้าย 2 เส้น 2 สีมาปั่นหรือพันเกลียวเข้า ด้วยกัน)
      3. ส่วนตีนซิ่น คือส่วนที่อยู่ล่างสุดของซิ่น ทอด้วยฟืมหน้าแคบ มีความกว้างประมาณสองคืบและจกลวดลายลงบนผ้าพื้นด้วยปลายขนเม่น ปลายไม้หรือนิ้วมือ เพื่อสอดเส้นพุ่ง พิเศษที่เตรียมไว้ต่างหากด้วยสีสันต่างๆกันไป การจกจะทำด้านหลังของผืนผ้าเผื่อสะดวกในการต่อด้าย หรือยกด้ายข้ามกันไปมาได้สะดวก ลายก็จะไปปรากฏอยู่ด้านหน้าของผืนผ้า

สนุกสนาน และได้รับความรู้กันเต็มที่เดี๋ยวเราจะไปเที่ยววัดล้านนาโบราณสวยๆที่อยู่ใกล้ๆหมู่บ้านกันต่อค่ะ

วัดบ้านทัพ  วัดโบราณกลางทุ่งนาเขียวชะอุ่ม สถานปฏิบัติธรรม ศาสนสถานที่รวมความสามัคคีของ3หมู่บ้านเป็น1เดียว
วัดบ้านทัพ เป็นวัดในสังกัดมหานิกาย ในอดีตเคยมีชื่อว่า “วัดศรีหนองเหนือ” ซึ่งที่ตั้งของวัดเดิมนั้นได้ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดบ้านทัพในปัจจุบัน แต่เนื่องจากทำเลเดิมดังกล่าวได้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วม เกิดอุทกภัยเป็นประจำทุกปีในช่วงฤดูน้ำหลาก

    ชาวบ้านชุมชนบ้านทัพรวมถึงพระภิกษุ สามเณร ได้ประสบกับภัยดังกล่าว จึงได้ลงความเห็นตกลงกันย้ายทำเลที่ตั้งของวัดใหม่ขึ้นมาทางทิศเหนือ ซึ่งจะอยู่สูงกว่าตำแหน่งเดิมที่เป็นที่ลุ่ม โดยมีพระติ๊บ สุมงคโล เป็นเจ้าอาวาสรูปแรกหลังจากย้ายที่ตั้งใหม่ พร้อมลูกศิษย์ โดยมี “ท้าวเขื่อนคำ กองจันทร์” ณ บ้านทัพเป็นผู้อุปถัมภ์ “พ่อหนานอุปนันท์ กรรณิกา” ณ บ้านท้องฝายเป็นมัคทายก และ “พ่อน้อยป๊อก โสภาณะ” ณ บ้านทัพเป็นหัวหน้าผู้ศรัทธาและชาวบ้านในชุมชนทุกครอบครัว รวมมีศรัทธาจากบ้านทัพ บ้านไร่ และบ้านท้องฝาย ร่วมอุปถัมภ์วัดบ้านทัพ จำนวน 411 หลังคาเรือน จากนั้นได้มีการนิมนต์องค์พระประธานล่องแพมาตามลำน้ำแม่แจ่ม แล้วนำองค์พระมาประดิษฐานใหม่ ณ สถานที่ตั้งวัดแห่งใหม่ ซึ่งสถานที่ใหม่แห่งนี้เดิมเป็นพื้นที่ของวัดแห่งหนึ่งที่ได้กลายสภาพเป็นวัดร้างไปเรียบร้อยแล้ว วัดร้างแห่งนี้มีชื่อว่า “วัดผาแดง”

    วัดผาแดง วัดโบราณที่วันเวลาล่วงเลยผ่านขาดคนคอยดูแลและพัฒนา ทำให้กลายสภาพเป็นวัดร้าง มีผู้เล่าว่าบริเวณที่ตั้งวัดผาแดงมีลักษณะเหมือนหาดที่เรียกกันว่า “หาดผาแดง” อันเป็นที่มาของชื่อวัดร้างแห่งนี้ มีบ่อน้ำเย็น 1 บ่อ ชาวบ้านเรียกกันว่า “บ่อน้ำทิพย์” เมื่อได้ทำการย้ายวัดศรีหนองเหนือมาบริเวณพื้นที่แห่งนี้ ก็ได้ตั้งชื่อใหม่ว่า “วัดบ้านทัพ” ซึ่งครั้งหนึ่ง ณ บ้านทัพแห่งนี้เคยมีทหารมาตั้งกองทัพอยู่ จึงเป็นที่มาของชื่อหมู่บ้านแห่งนี้ว่า “บ้านทัพ” และต่อมาในปี พ.ศ. 2402 ทางกรมศาสนา กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศก่อตั้งขึ้นเป็นวัดขึ้นอย่างถูกต้องตามหลักทางพุทธศาสนา มีอาณาเขตทางทิศเหนือจรดทุ่งนา ทางทิศใต้จรดถนนและทุ่งนา ทางทิศตะวันออกจรดทุ่งนาอีกเช่นกัน และทางทิศตะวันตกจรดถนนและโรงเรียนในชุมชนบ้านทัพ ซึ่งจะเห็นได้ว่ารอบๆ วัดบ้านทัพ ถูกล้อมด้วยทุ่งนาถึง 3 ทิศ ด้วยทำเลที่สวยงามของวัดบ้านทัพนี้ทำให้มีนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่เดินทางมาเที่ยวในอำเภอแม่แจ่มดินแดนแห่งทุ่งนา ต่างมุ่งหน้าตามหาวัดบ้านทัพเพื่อเก็บภาพทุ่งนาสีเขียวที่สวยงาม และทุ่งนาสีทองในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกๆ ปี โดยมีเจดีย์พระธาตุโคตรมานุสรณ์ เป็นศาสนสถานภายในวัดให้ผู้มาเยือนได้สักการะเพื่อเป็นสิริมงคล

ความงดงามที่ไม่ควรพลาดเด็ดขาด นั่นคือเดินเข้าไปชมวิวทุ่งนาเขียวขจี ที่อยู่ในหุบเขาล้อมรอบ หมอกขาว บนทิวเขา จะทำให้เราสดชื่น มีความสุขอย่างบอกไม่ถูกเลยค่ะ จากรูปภาพที่เห็นนี่คือช่วงราวๆ บ่ายสามโมงกว่า ฝนเพิ่งจะซาลง ยังไม่หยุดตกสนิทดี มันคือความสดชื่น ปราศจากมลพิษ อย่างที่คนในเมืองไม่สามารถหาได้ จึงไม่แปลกใจเลยว่า เพราะเหตุใด ป้ออุ๊ย แม่อุ๊ย ที่บ้านแม่แจ่ม ถึงมีอายุยืนยาว 90 กว่าปีนี่ยังนั่งปั่นด้าย ทอผ้า ได้สบายๆอยู่เลย ชาวแม่เจ่ม ปลูกข้าวกินเองไม่ต้องใส่ปุ๋ย ได้สูดอากาสดีๆทุกๆที่ ทุกๆวัน ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ น้ำในแม่น้ำแม่แจ่มก็สะอาด จับปลามาต้ม มานึ่งกินตัวโตๆ เนื้อแน่นๆ คู่กับน้ำพริกน้ำปู ที่ตำปูนาสดๆ เคล้าสมุนไพร หมักข้ามคืน รสกลมกล่อม น้ำมันหมูเจียวเอากากหมูมากินกับน้ำพริก นี่คืออาหารอร่อยสุดยอดของที่นี่ พูดแล้วก็น้ำลายไหล โฮมสเตย์ที่ละแวกนี้มีราวๆ 7-8 ที่ ราคาไม่แพงค่ะ แต่อาจจะไม่ได้สะดวกเรื่องไฟฟ้ายามค่ำคืน จะว่าไปแล้ว หากเราอยากพักผ่อน ให้ร่างกายและจิตใจได้รีชาร์จ การได้เอาตัวเองมาอยู่ในบรรยากาศ และวิถีชีวิตแบบนี้ ก็ถือเป็นกำไรชีวิตนะคะ เอาหละ ถ่ายรูปกันสนุกสนานกัน ก่อนจะค่ำ เราจะไปแวะวัดสำคัญอีกที่นึงค่ะ นั่นคือ วัดป่าแดด

วัดป่าแดด

วัดป่าแดด ต.ท่าผา อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ เป็นวัดขนาดเล็ก สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2420
มี วิหารทรงล้านนาโบราณ สร้างเมื่อปี พ.ศ.2428  วัดป่าแดดนี้ มีชื่อในอดีตว่า วัดใหม่เมืองแจ๋ม แต่เดิมบริเวณที่สร้างวัดนี้เป็นทุ่งนาทุ่งป่าแง พระยาเขื่อนแก้ว เจ้าปกครองแม่แจ่มสมัยนั้นได้ซื้อกับเจ้าของนาแล้วไปนิมนต์ ครูบาขุณณาจากวัดอุโบสถ อำเภอสันป่าตองมาเป็นประธานสงฆ์ในการก่อสร้างวัด เมื่อปี พ.ศ.2428 

ภายในวิหารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังที่ค่อนข้างสมบูรณ์เป็นเรื่องของพุทธประวัติ และชาดกต่างๆ ฝีมือช่างชาวไทยใหญ่เห็นได้จากภาพวิทูรบัณฑิตอยู่ในซุ้มปราสาทแต่งกายอย่างชนชั้นสูงชาวไทยใหญ่ ภาพเหล่านี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นสื่อสอนพุทธประวัติและธรรมะผ่านชาดกต่าง ๆ

ภาพเขียนอันงดงามน่าอัศจรรย์ใจที่ว่านี้ ถูกเขียนขึ้นเพื่อเป็นสื่อสอนพุทธประวัติและธรรมะผ่านชาดกต่าง ๆ ประกอบการเล่าเรื่องของผู้รู้ ให้ผู้ฟังได้เห็นภาพ ภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนังวัดป่าแดดจะมีอยู่ 8 ภาพ เขียนเรื่องราวพุทธประวัติเช่นเรื่อง พระเวสสันดร,เล่าวิฑูรบัณฑิต,นิทานพื้นบ้านย่าปู่จี่(จันทรคราส),มโหสถชาดก และไตรภูมิ เป็นต้นในบริเวณวัดป่าแดดยังมีหอไตรอายุร้อยกว่าปี ภายในมีคัมภีร์ใบลานรุ่นเก่าเก็บไว้ รูปทรงของหอไตรวัดป่าแดด สร้างแบบก่ออิฐถือปูนภายนอกมีลายปูนปั้นรูปเทวดา ซึ่งถือเป็นรูปแบบดั่งเดิมของหอไตรในล้านนา

ภาพจิตรกรรมฝาผนังในวิหารวัดป่าแดดเป็นภาพวาดวิถีชีวิตของชาวแม่แจ่มในการทำนาในอดีต จะสามารถเห็นถึงการแต่งกายของหญิงมีการใส่เสื้อผ้าฝ้ายแขนยาวนุ่งผ้าซิ่นลายขวางลำตัวที่เรียกว่า “ซิ่นต๋า” และสวมหมวกสานเรียกว่า “กูบ” ส่วนชายในภาพจะไม่นิยมการสวมเสื้อยกเว้นในเวลาอากาศหนาวเย็นและนิยมนำผ้ามานุ่งแบบถกเขมรเรียกว่าการนุ่งแบบ “เค็ดม้าม” เพื่อให้เห็นรอยสักที่มีการสักตั้งแต่เหนือเข่าจนถึงบริเวณสะดือ

รอบๆบริเวณวัด ยังมีส่วนอื่นๆที่น่าเข้ามาเยี่ยมชม และศึกษา ศิลปะล้านนาโบร่ำโบราณ เช่น
ในบริเวณวัดป่าแดดยังมีหอไตรอายุร้อยกว่าปี ภายในมีคัมภีร์ใบลานรุ่นเก่าเก็บไว้ รูปทรงของหอไตรวัดป่าแดด สร้างแบบก่ออิฐถือปูนภายนอกมีลายปูนปั้นรูปเทวดา ซึ่งถือเป็นรูปแบบดั่งเดิมของหอไตรในล้านนา พาเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในบ้านแม่แจ่มกันอย่างจุใจ ทั้งหมดนี้ 1 วันเต็มๆ มีความสุข อิ่มเอมถ้วนหน้า แต่ทว่า นี่ก็ใกล้ค่ำแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องลงจากดินแดนลับแลล้านนา นามว่า บ้านแม่แจ่มเสียที เก็บความประทับใจ และหอบหิ้วผ้าซิ่นทอมือมาด้วย 2 ผืน เป็นที่ระลึก และฝึกให้ตัวเองได้ใส่ผ้าซิ่นให้บ่อยขึ้น

ขากลับเราออกจากวัดป่าแดดช่วงห้าโมงเย็น และไม่ได้กลับทางเก่า เส้นทางภูเขาตัดใหม่ นำเราเข้าทางลัด และมาบรรจบเส้นทางก่อนถึงด่านทางเข้าดอยอินทนนท์ ทำให้ลดเวลาการเดินทางไปอีกราวๆครึ่งชั่วโมง ท้องเริ่มร้อง แต่เราก็ยังไม่ควรชะล่าใจ เพราะหากฝนเทลงมาอีกละก็ จะทำให้เส้นทางนี้เปลี่ยว และมืดเกินกว่าที่เราจะเสี่ยงขับรถคดเคี้ยวลงตัวเมือง ดังนั้น เราจึงตั้งใจขับรถกลับเข้าที่พักให้ไวที่สุด แต่ระหว่างทางนับเป็นความโชคดี ที่เราได้เจอกับทุ่งข้าวสีทอง ให้เราได้ถ่ายรูปสวยๆก่อนกลับ นับเป็นหนึ่งวันที่แสนคุ้มค่า แม้ว่าจะอุปสรรคเยอะก็ตาม คืนนี้เราจะไปกินข้าวต้มให้อุ่นท้อง และหากยังมีเรี่ยวแรงกัน ว่าจะไปเดินเล่นที่นิมมานกันสักหน่อย ตอนนี้ขอเดินทางกลับให้ถึงที่พักก่อนดีกว่า

อาบน้ำอาบท่ากันแล้ว เราขับรถออกมาทานข้าวในเมือง ร้านประจำที่เคยรีวิวไปเมื่อนานมาแล้ว พ้งข้าวต้มปลา อยู่ถนนอัษฎาธร ก่อนถึงสี่แยกไฟแดง ร้านอยู่ติดกับร้านเต้นท์รถมือ2 เราชอบร้านนี้มากๆเพราะว่า อร่อย ขนาดข้าวต้มเปล่าๆยังอร่อยเลย เค้าใส่เนื้อมันเทศลงไปเคี่ยวกับข้าวด้วยนะ ทำให้ข้าวอร่อย นุ่มนวล ละเมียด และราคาก็ไม่แพงเลย ของโปรดที่มาแล้วต้องสั่งทุกครั้ง คือ ถั่วลันเตาผัดปลาเค็ม ปลากระพงลวกจิ้ม ส่วนอื่นๆที่เคยสั่งมา ก็ไม่เคยผิดหวังเลย ถ้ามาจากคูเมืองแจ่งศรีภูมิ เลี้ยวซ้ายมาจนถึงก่อนสี่แยกไฟแดงเต้นรถร้านจะอยู่ซ้ายมือ เยื้องๆชุมแพเนื้อกระทะ ที่จอดรถหาตามริมถนนได้เลย

อิ่มสบายพุงกันแล้ว ก่อนกลับเข้าที่พักอากาศเย็นสบายเราเลยมาเดินเล่นที่ One Nimman กันค่ะ ร้านรวงใกล้ปิดเต็มที ตอนที่มาถึง เค้ามีโชว์แสงเสียง ที่ลานกลาง one nimman ด้วยนะค ประทับใจมากๆเลย เงยหน้าขึ้นมอง เห็นดาวเต็มฟ้า ถ้าอยู่กรุงเทพฯ คงไม่ได้เห็นอะไรฟินๆแบบนี้

ปิดทริปวันนี้ กับการคลายเหนื่อยที่ร้านหนังสือ นั่งร้านกาแฟชิลล์ๆ เป็นอะไรที่อิ่มอกอิ่มใจเป็นที่สุด การมานิมมานในช่วงที่ไม่ได้ตรงกับวันหยุดเทศกาล เป็นกิจกรรมที่ดีต่อใจ เพราะไม่ต้องเบียดๆ แย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว แวะแต่ละร้านได้นานๆ

ขอบคุณที่ติดตามนะคะ พรุ่งนี้เรามีแพลนกันว่าจะไปแม่ริม ม่อนแจ่ม และมาชมผ้าที่เป็นตำนานราชินีแห่งผ้าทอล้านนา ติดตามกันต่อในรีวิวถัดไปนะคะ

Facebook Comments



ใส่ความเห็น

Shares