Search
วันจันทร์ 25 มกราคม 2021
  • :
  • :

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี ตอนที่ 1 Udon Thani Museum Ep.1


อาคารสีเหลือง สไตล์โคโลเนียล 2 ชั้น มีลักษณะสถาปัตยกรรมคลาสสิกมาประยุกต์เข้ากับแบบไทย

พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

หลังจากปิดซ่อมบูรณะครั้งใหญ่มากว่า 4 ปี บัดนี้ พร้อมแล้วที่จะต้อนรับทุกท่านมาทำความรู้จัก กับจังหวัดอุดรธานีในทุกแง่มุม  ‘ตึกราชินูเก่า’ โรงเรียนสตรีประจำมณฑลอุดร ซึ่งปัจจุบันนี้นี้ถูกสร้างเป็น ‘พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี’ ตึกสีเหลือง สไตล์โคโลเนียล 2 ชั้น มีลักษณะสถาปัตยกรรมคลาสสิกมาประยุกต์เข้ากับแบบไทย เป็นการนำเอารูปแบบองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมคลาสสิกมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับภูมิอากาศเขตร้อน ตามที่ฝรั่งเศสนำมาใช้กับอาณานิคมอินโดจีน และได้รับความนิยมมาถึงทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงด้วย โดยช่างก่อสร้างชาวญวน ก่ออิฐถือปูน หลังคาทรงปั้นหยา หน้าต่างโค้ง มีมุขยื่นออกมาด้านหน้าซุ้มประตู ถือเป็นอาคารเก่าแก่ของเมืองอุดรธานีที่มีการปรับปรุงมาต่อเนื่องงามตระหง่านคู่หนองประจักษ์ สวนสาธารณะ แลนด์มาร์คสำคัญของ จ.อุดรธานี 

สถานที่แห่งนี้เป็นเหมือนมรดกล้ำค่าของเมืองอุดรธานี มีเรื่องราวมายาวนาน นับตั้งแต่ครั้งการริเริ่มสร้างเมื่อสมัยของ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในรัชกาลที่ 6 พระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยให้ราษฎรของพระองค์มีความความรู้ มีการศึกษาอย่างทั่วถึง โดยมีพระราชดำริว่า
ความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองย่อมต้องอาศัยการศึกษาเล่าเรียนที่ดี กรมศิลปากรได้มีการขึ้นทะเบียนอาคารหลังนี้ ให้เป็นโบราณสถานแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2541 และปัจจุบันก็ได้เปิดให้ประชาชนได้เข้าชมไปแล้วเมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา

 โครงสร้าง ‘อิฐไม้’ ที่เดียวในประเทศไทย

สิ่งที่พิเศษสุดของอาคารราชินูทิศ นั่นคือ โครงสร้างที่ใช้อิฐไม้มาเป็นส่วนประกอบ โดยการเรียงอิฐ 5 แถว ต่ออิฐไม้ 1 ก้อน ไล่เรียงไปเรื่อยๆ จนมีความสูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร 20 เซนติเมตร ตัวอิฐไม่นั้นทำมาจากไม้ที่ถูกตัดให้มีขนาดเท่ากับอิฐ จะต่อเนื่องกันตรงประตูและหน้าต่าง และมีอาคารราชินูทิศเป็นที่แรก และที่เดียวที่พบว่ามีการใช้ลักษณะของโครงสร้างแบบนี้ ปัจจุบันยังไม่ค้นพบว่าอาคารอื่นๆในประเทศไทยจะมีการใช้วัสดุอิฐไม้มาเป้นส่วนประกอบ ทั้งนี้ยังไม่ปรากฏแน่ชัดถึง้เหตุผลในการใช้อิฐไม้มาเป็นส่วนประกอบ แต่มีการคาดเดาว่า ไม้เป็นวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสูง จึงมีไว้เพื่อป้องกันอาคารถล่มจากแผ่นดินไหว หรืออาจมีไว้เพื่อเป็นแนวฉาบปูน ถ้าคุณอยากเห็นว่าลักษณะการก่อสร้างที่น่าอัศจรรย์นี้เป็นอย่างไร แนะนำว่า มาเยือนที่นี่สักครั้ง แล้วอย่าลืมเข้าไปเยี่ยมชมของจริงที่ห้องโถงนิทรรศการของ  ‘พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี

พาชม พาทัวร์ ให้ทั่วนิทรรศการ

ภายในอาคารมีห้องจัดแสดงทั้งหมด 26 ห้อง แบ่งเป็น

  • ชั้นล่าง 11 ห้อง จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับจังหวัดอุดรธานี ทั้งประวัติศาสตร์ โบราณคดี ธรรมชาติวิทยา ธรณีวิทยา ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และศิลปวัฒนธรรม  รวมถึงพระประวัติและพระเกียรติคุณของกรมหลวงประจักษ์ศิลปาคมผู้ก่อตั้งเมืองอุดรธานี  อาทิ ห้องเมื่อพื้นดินอีสานอยู่ใต้ทะเล , ห้องเกี่ยวกับบุคคลสำคัญที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับเมืองอุดรธานี , ห้องของดีเมืองอุดรธานี เป็นต้น
  • ชั้นบน 15 ห้อง จัดแสดงเรื่องราววิถีชีวิตของชาวอุดรธานีในด้านต่างๆ เช่น จำลองห้องเรียน ,จำลองสถานีรถไฟในสมัยในยุคสมัยเหตุการณ์ รศ.112 ร้านกาแฟ ร้านถ่ายภาพ และตัดผมโบราณ  รวมทั้งห้องเกี่ยวกับการปรับตัวของชาวอุดรธานีในสภาพเศรษฐกิจที่พลิกผัน  เป็นต้น
  • อาคารศูนย์บริการพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี เป็นอาคารสร้างใหม่ถูกออกแบบให้มีผนัง 3 ชั้นซ้อนกัน (Triple Layer) คือ 

– ผนังชั้นในสุดเป็นโครงสร้างอิฐไม้แทรก

– ผนังชั้นที่ 2 เป็นผนังกระจกหุ้มอาคารทั้งหมดเพื่อควบคุมระบบปรับอากาศ

– ผนังชั้นที่ 3 เป็นผนังเหล็กฉลุหุ้มตัวอาคาร โดยลายฉลุถูกออกแบบจากลายผ้าหมี่ขิดพระราชทาน เรียกว่า ‘หมี่ขิดลายสมเด็จ’ ซึ่งเป็นลายที่ชุมชนผ้าทอมือในจังหวัดอุดรธานีน้อมเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และทำสีเหล็กด้วยสีสำริดที่สื่อความหมายถึงบ้านเชียง อาคารหลังนี้จึงเหมือนการเปรียบเทียบประวัติศาสตร์ของตัวอาคารระหว่างความเก่าและใหม่

ก้าวแรกสู่การเข้าชมส่วนพิพิธภัณฑ์

เจ้าหน้าที่จะมีถุงผ้า สำหรับให้คุณใส่รองเท้าไว้ในถุง เพื่อรักษาสภาพของอาคารไว้อย่างดีที่สุด ที่นี่ไม่ต้องเสียค่าเข้าชม เพียงลงชื่อด้วยบัตรประชาชน ที่อาคารด้านข้างๆกัน สำหรับท่านที่มีสัมภาระ สามารถขอใช้ตู้ล็อคเกอร์ที่มีไว้บริการฟรี โดยขอกุญแจจากหน้าประชาสัมพันธ์ที่ลงทะเบียนการเข้าชมนี้ได้เลยค่ะ ถ้าพร้อมแล้ว เราไปชมบ้านชมเมืองอุดร ในหลากหลายแง่มุมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วยกันนะคะ

ห้องเมืองที่มีชีวิต : ชมแผนผังเมืองอุดร สะท้อนวิสัยทัศน์ของผู้นำ แสดงให้เห็นว่า
จ.อุดรธานี มีความน่าสนใจมากๆทั้งในแง่การคมนาคม การลงทุน ที่นี่มีความก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ ในขณะที่ยังคงมีเอกลักษณ์ความงดงามทางด้านศิลปะและวัฒนธรรมควบคู่กันไป

ห้องผืนดินอีสานใต้ทะเล : เมื่อหลายร้อยล้านปีก่อนที่จะมีแผ่นดินที่มนุษย์ได้อยู่อาศัย บริเวณภาคอีสานถูกค้นพบว่าเคยเป็นทะเลมาก่อนหลักฐานทางบรรพชีวินวิทยา และธรณีวิทยาที่ถูกขุดพบในพื้นที่เป็นร่องรอยของอดีตที่ยังเห็นได้ในปัจจุบัน

คุณเคยเห็นตัว ไทรโลไบต์ ( Trilobite ) มั๊ยคะ?

ไทรโลไบต์ ( Trilobite ) สัตว์จำพวกเดียวกันกับแมงดาทะเล มีร่างกายแบ่งเป้น 3 ส่วน คือ หัว อก และท้อง ขนาดยาวประมาณ 10 เซนติเมตร เจ้าตัวนี้สูญพันธ์ไปในช่วงประมาณ 250 ล้านปีมาแล้ว นานมากๆ อยากเห็นหน้าตาของน้องไทรโลไบต์ ( Trilobite ) ก็ต้องไปเยือนห้องผืนดินอีสานใต้ทะเล ด้วยตัวเองนะคะ

เกลือสินเธาว์ แร่ธาตุล้ำค่า ความเป็นมานับพันปี

แหล่งเกลือสินเธาว์ที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยอยู่ในภาคอีสาน รวมทั้งจ.อุดรธานีด้วย เนื่องจากบริเวณนี้เคยเป็นทะเลมาก่อน จึงมีธาตุเกลืออยู่เป็นจำนวนมาก แหล่งเกลือโบราณที่สุดคือ บ่อพันขัน จ.ร้อยเอ็ด อยู่ใจกลางของทุ่งกุลาร้องไห้ มีร่องรอยของบ่อเกลือสินเธาว์กว้างใหญ่ราวๆ 600-700 ไร่ สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นแหล่งผลิตเกลือเพื่อส่งขาย และแลกเปลี่ยนกับชุมชนในภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

ในแง่วิถีชีวิต เกลือได้เข้ามาทีส่วนในการประกอบพิธีกรรม โดยเฉพาะประเพณี วัฒนธรรมเกี่ยวกับบรรพชนที่ล่วงลับในช่วงเดือนเก้า เดือนสิบ ที่เรียกว่าบุญข้าวประดับดิน จะมีห่อข้าวใหญ่ 1 ห่อ ใส่พริก เกลือ ผลไม้ ข้าว และอาหาร ใส่ในใบตองและนำไปให้พระสวด ก่อนที่จะนำไปกรวดน้ำ และนำไปวางไว้ใต้ต้นไม้บริเวณวัด โดยเปิดห่อข้าวออกและฝังดินกลบไว้ โดยเรียกให้แม่ธรณีมารับเอาไป พร้อมทั้งญาติพี่น้องที่ล่วงลับไปแล้วมารับห่อข้าวนี้ไป หรือแม้แต่การทำถึงพริก ถุงเกลือ ไว้เป็นกัณฑ์เทศน์ถวายพระในงานบุญผะเหวดประจำปีของชุมชน

ห้องจากชุมชนสู่วัฒนธรรม : ทราบกันดีว่า แม่น้ำโขง เป็นแม่น้ำสายสำคัญเปรียบเป็นเหมือนเส้นเลือดใหญ่ของชาวไทยอีสาน และประเทศที่อยู่รอบๆลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ของประเทศจีนตอนใต้ พม่า ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม เป็นอู่อารยธรรมทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดี และเป็นแม่น้ำสายหลักของอารยธรรมมากมาย ในห้องนี้จะเล่าถึงแม่น้ำโขงเส้นทางสำคัญในการติดต่อ การถ่ายทอดวัฒนธรรมของ การแลกเปลี่ยนชนชาติบริเวณดังกล่าว 

ห้องจากวัฒนธรรมสู่อารยธรรม : พูดถึงอุดรธานี ก็ต้องมีเรื่องราวของ “บ้านเชียง” มาด้วยเสมอ แต่คุณเชื่อไหมว่าอารยธรรมบ้านเชียงไม่ได้มีแค่ในจ.อุดรธานี เท่านั้น แต่ยังกระจายตัวอยู่ในท้องถิ่นต่างๆทางตอนใต้ของแอ่งสกลนคร มีการพบโบราณวัตถุในลักษณะใกล้เคียง เช่น บ้านผักตบ อ.หนองหาน จ.อุดรธานี บ้านสร้างคู่ อ.สว่างแดนดิน
จ.สกลนคร บ้านเชียงแหวอำเภอ กุมภวาปี เป็นต้น แต่เนื่องจากได้ถูกค้นพบแหล่งโบราณคดีที่บ้านเชียงเป็นแห่งแรก จึงได้ตั้งชื่อกลุ่มวัฒนธรรมตามสถานที่พบ

ทำความรู้จักกับวัตถุโบราณ “หม้อบ้านเชียง”
หม้อบ้านเชียง ความเชื่อ การเรียกขวัญ และพิธีกรรมการฝังศพลงหม้อ

หม้อบ้านเชียง คือเครื่องปั้นดินเผาชนิดหนึ่งนี่แหละค่ะ มีลักษณะเป็นงานเขียนสีลวดลายเราขาคณิต และลายก้นขด ลวดลายที่วาดลงไปในภาชนะบางใบพบว่ามีสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับน้ำ หรือพืชพรรณธัญญาหาร มีอายุราวๆ 2,500 ปี  

หม้อบ้านเชียง ไม่ได้ทำไว้เพื่อหุงต้มอาหารเหมือนยุคปัจจุบัน แต่ทำไว้ใส่ขวัญ แล้วฝังรวมกับศพพร้อมกับเครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ เช่น เครื่องรางสัมฤทธิ์ ซึ่งหลักฐานเหล่านี้พบทั่วไปในหลุมขุดค้นที่นักโบราณคดีขุดพบโครงกระดูก ศพที่นักโบราณคดีขุดพบโครงกระดูก และเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ โดยเฉพาะบ้านเชียงนั้น เป็นศพของหัวหน้าเผ่าพันธุ์ ไม่ใช่ศพคนทั่วไป หลุมฝังศพจะอยู่กลางบ้านหมู่บ้านหรือใต้ถุนเรือน  (ลักษณะคุ้มหลวง) ไม่ใช่ป่าช้าที่แยกออกจากบริเวณหมู่บ้านในสมัยหลังๆ

เหตุที่นำไปฝังศพก็เพราะคนยุคนั้นเชื่อว่าคนมีขวัญ แม้ตายไปแต่ขวัญไม่ตาย ขวัญจะกลับสู่ร่างคนตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง ลายก้นหอยที่เขียนบนหม้อบ้านเชียงแล้วฝังไปกับศพ จึงน่าจะเป็นลายขวัญอยู่ในหม้อใบนั้นเชื่อว่าจะคืนร่างคนตายที่ฝังไว้ใต้ถุนเรือน หรือกลางหมู่บ้าน

ประชากร ชาวบ้านเชียง ยุคแรกนั้น มีวิถีชีวิตอย่างไร?

การศึกษาจากโครงกระดูกพบว่า อายุเฉลี่ยของคนบ้านเชียง 31 ปี คนในอารยธรรมบ้านเชียงมีรูปร่างสูง ช่วงขายาว มีมัดกล้าม ผู้ชายสูงราวๆ 162.5 – 172.5 ซม. ในหลุมศพของผู้ชายบ้านเชียงยังพบปิ่นปักผมที่ทำมาจากกระดูก จึงสันนิษฐานกันว่า ผู้ชายยุคนั้นอาจจะไว้ผมยาว ส่วนผู้หญิงส่วนสูงจะอยู่ราวๆ 147.5 – 155 ซม. ก็นับว่าร่างกายสันทัดมาก

ข้อมูลที่น่าสนใจลึกลงไปอีก คือพบว่าฟันที่สึก และมีแมงกินฟันบอกให้รู้ว่าชาวบ้านเชียงกินอาหารพวกที่มีคาร์โบไฮเดรต นั่นแสดงว่าจะต้องมีความเป็นอยู่ในลักษณะของเกษตรกรรม กะโหลกที่ค้นพบค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่ค่อยมีร่องรอยบาดแผล จึงเป็นไปได้ว่าชุมชนบ้านเชียงนี้ อยู่กันอย่างสงบสุข ไม่ค่อยมีการปะทะ หรือสงครามกันมากนัก

พบหมาศักดิ์สิทธิ์ ลัทธิบูชาหมา 

มีการขุดพบอายุกว่า 3,000ปี ที่บ้านเชียง เป็นโครงกระดูกหมาแบบเต็มโครงสมบูรณ์ที่สุด นักโบราณคดีขุดพบว่าอยู่ใกล้กับหลุมศพมนุษย์ยุคโลหะที่บ้านเชียง น่าจะเป็นของหัวหน้าเผ่าพันธุ์ หรืออาจเป็นหมอผี (ยุคนั้นเป็นยุคนับถือผี นับเป็นนักปราชญ์ในยุคดึกดำบรรพ์) ในพิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานีนำมาแสดงแค่รูปถ่าย (ส่วนนี้ของจริงจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติบ้านเชียง)  นอกจากนี้ในพื้นที่การแสดงผลงานเกี่ยวกับบ้านเชียง ยังมีเรื่องราวของ ลูกปัดบ้านเชียง การปลูกข้าวบ้านเชียง วัฒนธรรมการใช้ผ้าที่บ้านเชียง อีกด้วย

ห้องมรดกจากบรรพบุรุษ  : นี่เป็นจุดเริ่มต้นของการค้นพบครั้งสำคัญครั้งนึงของโบราณคดี ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในช่วงปีพ.ศ. 2509 ขณะที่ นาย สตีเฟ่น ยัง
( Stephen Young ) นักศึกษาชาวอเมริกันจากมหาวิทาลัยฮาร์วาร์ด กำลังเดินในหมู่บ้านบ้านเชียง เพื่อศึกษาวิถีชีวิตชาวบ้าน ซึ่งเป็นหัวข้องานวิทยานิพนธ์ของเขา เขาได้สะดุดต้นรากนุ่นจนหัวคะมำ ในตอนที่เขาล้มอยู่บนพื้นนั้น เขาสังเกตเห็นขอบโค้งดินเผาโผล่ขึ้นจากดิน ซึ่งต่อมาก็พบว่านั่นคือ ขอบของหม้อดิน ที่ถูกฝังอยู่ และยังพบด้วยว่าจริงๆแล้ว “ขอบโค้ง” เหล่านี้ กระจายอยู่ทั่วผิวดินของหมู่บ้าน เมื่อหม้อเหล่านี้ถูกขุดขึ้นมา ยังสังเกตเห็นได้ว่าหม้อเหล่านั้นถูกประดับตกแต่งด้วยสีแดง ไม่มีการเคลือบ และเขาคิดว่าหม้อเหล่านี้ต้องเป็นหม้อที่เก่าแก่มากๆ จากนั้นการสำรวจทางโบราณคดีครั้งใหญ่ ในยุคศตวรรษที่ 20 จึงเริ่มต้นขึ้น 

เพิ่มเติม :

  • ในปี พ.ศ. 2535  แหล่งโบราณคดีบ้านเชียง ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก จากการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 16ที่เมืองซานตาเฟ ประเทศสหรัฐอเมริกา
  • ในปี พ.ศ. 2514 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 115 ตอนพิเศษ 4ง วันที่14 ม.ค.2541 เรื่องขึ้นทะเบียนโบราณสถานและกำหนกเขตที่ดินโบราณสถาน

ห้องเมื่อพระพุทธศาสนามาถึง  : ชาวสุวรรณภูมินับถือศาสนา “ผี” มายาวนานมาก อย่างน้อยๆก็ราว 3,000 ปีมาแล้ว หลักฐานถูกพบตามภาพเขียนสีต่างๆ จำนวนมากในบริเวณภูพระบาท เช่นถ้ำคน ถ้ำลายมือ ถ้ำวัวแดง มีทั้งรูปฝ่ามือ รูปสัตว์รูปบุคคลที่เกี่ยวโยงกับการทำพิธีศักดิ์สิทธิ์ของบรรพชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณภูพาน

หลัง พ.ศ. 1000 คนทั่วไปเริ่มรับวิธีคิดในแบบพราหมณ์ และพุทธ เข้ามาผสมกับผีมากขึ้น เช่น คนพื้นเมืองดั้งเดิมมีหินตั้งเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แล้วฝังศพกระดูกหมอผีหัวหน้าเผ่าไว้กลางหมู่บ้าน เมื่อพระพุทธศานาได้แผ่เข้ามาก็สร้างสถูปเจดีย์ครอบหินตั้ง เสมือนกันศาสนาผีถูกเคลือบด้วยศาสนาพราหมณ์และพุทธ ต่อมาความสำคัญของผีก็ลดบทบาทลง แต่หลายๆบริเวณยังถือเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เช่นบริเวณภูพระบาท ซึ่งมีเสาเสมาหิน แสดงถึงการผสานความเชื่อ และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

ภูพระบาท สัญลักษณ์วัฒนธรรมดึกดำบรรพ์

ภูพระบาท เป็นภูเขาหินทราบลูกเตี้ยๆ อยู่บนเทือกเขาภูพาน ชื่อนี้ได้มาจากการพบรอยพระพุทธบาท 3 แห่ง ได้แก่ พระพุทธบาทบัวบก พระพุทธบาทบัวบาน และพระพุทธบาทหลังเต่า โดยโขดหิน เพิงหินทั้งหลายที่พบในบริเวณนี้ ชาวบ้านได้นำมาผูกโยงเข้ากับนิทาน ตำนานเรื่องเล่า เช่น อุสา-บารส 

ลักษณะเด่นอย่างหนึ่งของภูพระบาท คือการปักเสมาหิน ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมดึกดำบรรพ์ของชาวสุวรรณภูมิ สืบเนื่องมาจากการสร้าง “หินตั้ง” ที่มีตั้งแต่ดั้งเดิมเมื่อมีพุทธศาสนาเข้ามา จึงเกิดการดัดแปลง “หินตั้ง” ให้เป็น “เสมาหิน


ห้องของดีเมืองอุดร  : ห้องที่รวมมิตรทุกสถานที่ ที่น่าไปเที่ยว จัดรวมไว้ให้ทุกประเภทเลย ไม่ว่าจะเป็นสายธรรมชาติ ศาสนา ไหว้พระ ขอพร ขอหวย ดูผ้า ตามหาประวัติศาตร์ เน้นวิวสวย ทุ่งดอกไม้ ไปดูสัตว์ โอ้โห  อุดรธานี เมืองนี้สถานที่เที่ยวเยอะมากๆ

ห้องอนาคตในมือคุณ  : จัดแสดงเรื่องราวศักยภาพของเมืองอุดรธานี ในห้องนี้แม้ว่ามีเรื่องราวที่เล่าค่อนข้างกระชับ แต่ทำให้เราได้รู้เลยว่า เมืองอุดรธานีแห่งนี้ ประชากรเขารัก สามัคคี มีความเหนียวแน่นเป็นหนึ่งมากๆ มากขนาดที่ว่า เราไปเที่ยว 4-5 วัน เราสัมผัสกับสิ่งนี้ได้จริงๆ เขาร่วมมือกันทำ ร่วมใจกันสร้าง ล่าสุดได้รับรางวัล แชมป์โครงการ “จังหวัดสะอาด” จัดการขยะชุมชนปี 62  พร้อมกันกับ  จ.เลย และ จ.ลำพูน เป็นการแสดงออก ถึงความทุ่มเท ตั้งใจ อย่างจริงจัง เราทราบมาว่า ท่าน ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นำทัพ ชวนทุกภาคส่วน KICK OFF โครงการ “ถนนสวยเมืองสะอาด ใส่ใจสิ่งแวดล้อม” จังหวัดอุดรธานี ประจำปี พ.ศ. 2563 ต่อเนื่องเพื่อรองรับการพัฒนาอุดรธานีมหานครแห่งความสุข จังหวัดหลักด้านการท่องเที่ยว

ห้องเกียรติประวัติ อาคารราชินูทิศ  : ห้องนี้จัดแสดงประวัติความเป็นมาของอาคาร “ราชินูทิศ” ตั้งแต่เริ่มสร้าง รูปแบบการก่อสร้าง “อิฐไม้ หนึ่งเดียวในประเทศไทย”
แสดงการดำเนินการก่อสร้าง และบูรณะ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ติดตามชมกันต่อในรีวิว พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี ตอนที่ 2 เร็วๆนี้ค่ะ

การเดินทางไปเที่ยวชมที่นี่ง่ายมากๆค่ะ

เดินทางไปอุดรธานี ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง โดยสายการบินแอร์เอเชีย ซึ่งแต่ละวันมีรอบเดินทางถึง 4 รอบ สะดวกมากๆเลยค่ะ ออกจากสนามบิน แนะนำให้เช่ารถขับเอง จะสะดวกที่สุด ติดต่อกับเจ้านี้เลยค่ะ >> สะพานบุญอุดรคาร์เร้นท์ <<  ติดต่อพี่หนุ่ม ที่เบอร์ 084-600-5750 แจ้งกับพี่หนุ่มได้เลยค่ะว่า ตามมาจาก รีวิวสยาม พี่หนุ่มยินดีลดให้อีก 5% ได้รถใหม่ บริการระดับ 5 ดาว  ได้รถแล้ว ออกจากสนามบิน เราแนะนำให้เลี้ยวซ้านจะเร็วกว่า เข้าเมืองมาตั้งพิกัดหนองประจักษ์ หรือพิพิธภัณฑ์ก็ได้เช่นกัน ใช้เวลาราวๆ 10-15 นาที ก็จะพบกับ “พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี” ตั้งหง่านอยู่ด้านหน้าของหนองประจักษ์แล้วค่ะ


สะพานบุญอุดรคาร์เร้นท์ <<  ติดต่อพี่หนุ่ม ที่เบอร์ 084-600-5750

วันและเวลาทำการ

  • 08.30 – 16.30 น. ปิดทุกวันจันทร์ เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์ และวันที่เทศบาลฯกำหนด

ที่อยู่และเบอร์ติดต่อ
พิพิธภัณฑ์เมืองอุดรธานี
ถนนโพศรี ตำบลหมากแข้ง อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี 41000 โทรศัพท์ : 042-245 976

Facebook Comments



ใส่ความเห็น

Shares