Search
วันพุธ 5 สิงหาคม 2020
  • :
  • :

15 สิ่งที่ห้ามพลาด ณ วัดอรุณ

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
黎明寺 [límíngsì] หลี่หมิงซือ=วัดอรุณราชวราราม

ทิศเหนือ จรด โรงเรียนประถมทวีธาภิเศกวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหารวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร
ทิศใต้ จรด กำแพงพระราชวังเดิม
ทิศตะวันออก จรด ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
ทิศตะวันตก จรด ถนนอรุณอมรินทร์

ชาวต่างประเทศทั่วโลกเมื่อได้เห็นพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามก็เข้าใจได้ทันทีว่า นี่คือ สัญลักษณ์ของประเทศไทย

พระปรางค์ เป็นศิลปกรรมที่สง่างามเด่นที่สุด อยู่หน้าวัดทางทิศใต้
พระปรางค์องค์นี้ เดิมทีสร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา
ไม่มีหลักฐานมีลักษณะเป็นแบบใด นอกจากกล่าวว่า สูงประมาณ ๘ วา
เป็นปูชนียสถาน ที่สร้างขึ้นพร้อมกับพระอุโบสถ
และพระวิหารน้อย หน้าพระปรางค์ เป็นศิลปะที่ประเมินค่ามิได้ของเมืองไทย

การไปไหว้พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม เพื่อความเป็นสิริมงคล มีคติเชื่อกันว่า “ไหว้พระวัดอรุณ ชีวิตโรจน์รุ่ง ทุกวันคืน”

การเดินทาง เดินทางโดยรถประจำทางสาย ๑๙, ๕๗, ๘๓ หรือทางเรือ ลงเรือข้ามฟากที่ท่าเตียน ขึ้นที่ท่าวัดอรุณ

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-01

วัดอรุณราชวรรามราชวรมหาวิหาร หรือวัดแจ้งนี้เมื่อในสมัยอยุธยาก็ตั้งอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา

เมื่อกรุงศรีอยุธยาได้เสียกรุงแกพม่าแล้ว พ.ศ. 2310 พระเจ้าตากสินมหาราช ได้ญาตราทัพจากจันทบุรี

มาที่โพธิ์สามต้นเพื่อขับไล่ข้าศึก หลังจากภารกิจสำคัญดังกล่าว ราวช่วงพระอาทิตย์ใกล้ตกดิน

สมเด็จพระเจ้าตากสินได้กล่าวแก่ ขุนเหล่าทัพ ไพร่พล ทหารว่า


“ให้ขนข้าวของ สัมภาระ อาวุธทั้งหลายลงเรือ และจะล่องเรือไปจนฟ้าแจ้ง
รุ่งเช้าที่ใด ฟ้าแจ้งตรงจุดไหน ก็จะสร้างเมืองที่นั่น”


เมื่อเดินทางโดยสัญจรทางแม่น้ำเจ้าพระยา คราฟ้าแจ้ง ก็มาถึงจุดหน้าวัดนี้พอดี จึงเป็นเหตุให้เรียกว่านี้ว่า “วัดแจ้ง”

มาตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือพระเจ้าตากสินมหาราช นั่นเอง — ที่ วัดอรุณราชวราราม(วัดแจ้ง)

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-02

1. พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ ทรงฟื้นฟู พระพุทธศาสนาอย่างมากมายหลายด้าน โดยเฉพาะด้านการก่อสร้างศาสนสถาน ทรงโปรดฯให้สร้างวัดขึ้นใหม่หลายวัด ได้แก่ วัดสุทัศนเทพวราราม วัดชัยพฤกษมาลา วัดโมลีโลกยาราม วัดหงสาราม และวัดพระพุทธบาทที่ สระบุรี ซึ่งสร้างค้างไว้ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รวมทั้งโปรดเกล้าฯให้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชวราราม โดยสร้างพระอุโบสถพระปรางค์ พร้อมทั้งพระวิหารขึ้นใหม่ เพื่อเป็นพระอารามประจำรัชกาล
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงครองราชย์ได้ ๑๕ ปี ก็เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๖๗ พระชนมพรรษาได้๕๖ พรรษา กับ ๕ เดือน แม้ว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจะเสด็จสวรรคตไปแล้ว แต่พระอัจฉริยภาพที่ทรงฝากไว้ในศิลปะแขนงต่าง ๆยังทรงคุณค่ามิรู้เลือน และเป็นมรดกชาติที่ชาวไทยพึงสงวนรักษาไว้ให้คนรุ่นหลังสืบต่อไป เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่า “บ้านเมืองเรานี้คนรุ่นเก่ามีความสามารถรักษาบ้านเมืองไว้ให้อยู่อย่างสงบสุข พอที่จะมีศิลปกรรมต่าง ๆ อันเป็นที่เชิดชูภาษาได้อย่างเป็นระยะเวลาอันยาวนานไม่ขาดสาย”

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-03

2.พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทรงมีบุญญาธิการยิ่งใหญ่ที่พระราชโอรสได้เป็นพระเจ้าแผ่นดินถึง ๓ พระองค์ คือ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ และพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และในรัชสมัยของพระองค์มีเหตุการณ์สำคัญเป็นที่อัศจรรย์ยิ่ง คือทรงได้ช้างเผือกมาสู่พระบารมีถึง ๓ เชือก ในเวลาใกล้เคียงกัน ได้แก่

ปี พ.ศ. ๒๓๕๕ ช้างเผือกเมืองโพธิสัตว์ได้พระราชทานชื่อช้างเผือกนี้ว่า พระยาเศวตกุญชรอดิศรประเสริฐศักดิ์ เผือกเอกอัครไอยรามงคลพาหนนาถ บรมราชจักรพรรดิ วิเชียรรัตนเคนทร์ชาติคเชนทรฉัททันต์หิรัญรัศมีศรีพระนครสุนทรลักษณะเลิศฟ้า  

ปี พ.ศ. ๒๓๕๙ ช้างเผือกเมืองเชียงใหม่ ได้พระราชทานชื่อช้างเชือกนี้ว่า พระยาเศวตไอยรา บวรพาหนะนาถ อิศราราชบรมจักรศรีสังขศักดิอุโบสถ คชคเชนทรชาติอากาศจารี เผือกผ่องศรีบริสุทธิ์ เฉลิมอยุธยายิ่งริมสมิงมงคลจบสกลเลิศฟ้า

ปี พ.ศ. ๒๓๖๐ ช้างเผือกเมืองน่านได้ทรงพระราชทานชื่อว่า พระยาเศวตคชลักษณ์ประเสริฐศักดิ์สมบูรณ์ เกิดตระกูลสารสิบหมู่เผือก ผู้พาหนะนาถ อศิราราชธำรง บัณฑรพงศ์จตุพักตร์ สุรารักษ์รังสรรค์ผ่องผิวพรรณผุดผาดศรีไกรลาสเลิศลบเฉลิมพิภพอยุธยา ขัณฑเสมามณฑล มิ่งมงคลเลิศฟ้า

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-04

3.ท่าน้ำโดยเสด็จเพื่อเข้าสู่หอเปลื้อง( หอเปลื้อง เป็นสถานที่ส่วนพระองค์ ใช้เพื่อเปลื้องเครื่องทรง – ฉลองพระองค์ที่ใช้สำหรับทรงเวลาเข้าวัดเมื่อโดยเสด็จทางชลมารค)

ท่าน้ำนี้ไม่เปิดให้ประชาชนใช้โดยเด็ดขาด

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-05

4. แท่นประดิษฐานพระมหามงกุฎ
มีไว้สำหรับรองรับพระมหามงกุฎในขณะที่พระเจ้าอยู่หัวทรงพิธีเปลื้องฉลองพระองค์
มีความสำคัญมากคือ มีไว้ประดิษฐานพระมหามงกุฎซึ่งเป็นสิ่งที่สูงสุดในเครื่องราชกกุฎภัณฑ์

โดยจะวางไว้บนพระและวางบนแท่นตั่งนี้ รวมทั้งเครื่องราชูปโภคอื่นๆ ก็วางไว้ใกล้ๆบริเวณเดียวกั

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-06

5.ในโบสถ์น้อย ยังมีพระบรมสารีริกธาตุประดิษฐานอยู่ด้วย อีกทั้งยังมีพระรุ่ง อายุราว 400 ปี ผู้ที่ได้มาเยี่ยมชมวัดอรุณ

ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง ที่จะมากราบสักการะขอพรเพื่อเป็นสิริมงคล

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-07

พระปรางค์ใหญ่วัดอรุณราชวราราม เป็น พระเจดีย์ทรงปรางค์
ซึ่งดัดแปลงมาจากพระปรางค์ แต่เดิมเป็นสถาปัตยกรรม
ที่สร้างขึ้นเพื่อสักการบูชาในศาสนาพราหมณ์และฮินดู
แต่สำหรับพระปรางค์ใหญ่เป็นสถาปัตยกรรมที่สร้างสืบเนื่องมาจาก
ความศรัทธาในพระพุทธศาสนาผสมผสานไปกับศิลปกรรมแบบฮินดู
วัตถุประสงค์หลักนั้นสร้างด้วยความศรัทธาในคตินิยมของพุทธศาสนา
จึงอาจเรียกอีกชื่อหนึ่งของพระปรางค์ใหญ่ว่าเป็น พระพุทธปรางค์

พระปรางค์ใหญ่ ตั้งอยู่หน้าวัดทางทิศใต้ ซึ่งหันไปทางแม่น้ำเจ้าพระย
โดยอยู่ด้านหลังโบสถ์น้อยและวิหารน้อย (พระวิหารเล็ก)
และเป็นปูชนียสถานที่สร้างขึ้นพร้อมกับโบสถ์และวิหารน้อย
เป็นสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นและงดงามยิ่งนักของวัดอรุณราชวราราม
ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นสัญลักษณ์ของกรุงเทพฯ ก่อด้วยอิฐถือปูน
ประดับกระเบื้องเคลือบสีต่างๆ และ บนส่วนยอดสุดขององค์พระปรางค์
มีมงกุฎปิดทองประดิษฐานครอบอยู่เหนือ ‘ยอดนภศูล’ อีกชั้นหนึ่งด้วย

พระปรางค์องค์นี้เดิมสูงเพียง ๘ วา เท่านั้น ซึ่งไม่ทราบว่าสร้างขึ้นในสมัยใด
แต่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒
ทรงมีพระราชศรัทธาจะให้เสริมสร้างก่อเพิ่มเติมขึ้น
ให้สูงใหญ่สมเป็นพระมหาธาตุเจดีย์ประจำกรุงรัตนโกสินทร
แต่ทรงกระทำได้เพียงฐานรากคือกะเตรียมที่ขุดรากไว้เท่านั้นก็สิ้นรัชกาล

ถึงในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
โปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์วัดอรุณราชวรารามแห่งนี้เป็นการใหญ่อีกครั้ง
เริ่มแต่ทรงปฏิสังขรณ์และสร้างกุฏิสงฆ์เป็นตึกใหม่ทั้งหมด เป็นต้น
และทรงมีพระราชดำริเพื่อสนองพระราชประสงค์ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ
จึงโปรดเกล้าฯ ให้เสริมสร้างองค์พระปรางค์ต่อตามแบบที่ทรงคิดขึ้น
จนสำเร็จเป็นพระเจดีย์ทรงปรางค์สูงถึง ๑ เส้น ๑๓ วา ๑ ศอก ๑ คืบ กับ ๑ นิ้ว
หรือประมาณ ๖๗ เมตร แล้วยกยอดนภศูล (ลำภุขันหรือฝักเพกา)
แต่ไม่ทันฉลองก็เสด็จสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ ๔ จึงมีรับสั่งให้จัดการต่อเติมจนเสร็จสมบูรณ์ในที่สุด

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-08

ซุ้มประตูทางเข้าพระอุโบสถ จะมียักษ์วัดแจ้งที่มีชื่อเสียงยืนเฝ้าอยู่
ยักษ์ด้านเหนือกายสีขาว มีชื่อว่า “สหัสเดชะ” ยักษ์ด้านใต้กายสีเขียว มีชื่อว่า “ทศกัณฐ์”
ยักษ์ทั้งสองตนเป็นยักษ์ปูนปั้นประดับกระเบื้องเคลือบสีเป็นลวดลายและเครื่องแต่งตัว
ของเดิมสร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
ทำหน้าที่เป็น “นายทวารบาล” ตามคติความเชื่อเทพผู้พิทักษ์รักษาประตูเพื่อให้เทพได้ปกปักรักษาสถานที่สำคัญทางศาสนาซึ่งเป็นเหตุให้เกิดการปั้นรูปยักษ์ยืนในวัดพระศรีรัตนศาสดาราม (วัดพระแก้ว) ในเวลาต่อมา

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-09

8.ประตูซุ้มยอดมงกุฎ คือสัญลักษณ์ที่พระเจ้าอยู่หัว ร.3 สร้างขึ้น เพื่อแจ้งโดยนัยยะให้ประชาชนทั้งหลายให้ทราบว่า ผู้ครองราชย์ต่อไป คือ ร.4 (เจ้าฟ้ามงกุฎในขณะนั้น)

ด้านหลังทิศตะวันออกทางที่จะเข้าสู่บริเวณพระอุโบสถมี ประตูซุ้มยอดมงกุฎ ซึ่งตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางพระระเบียงของพระอุโบสถด้านทิศตะวันออกสร้างขึ้นในสมัย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓
เป็นประตูจตุรมุข หลังคา ๓ ชั้น เฉลียงรอบ มียอดเป็นทรงมงกุฎ ประดับด้วยกระเบื้องถ้วยสลับสี หลังคามุงกระเบื้องเคลือบ
ช่อฟ้า ใบระกา หัวนาค และหางหงส์ เป็นปูนประดับกระเบื้องถ้วย
หน้าบันเป็นปูนประดับกระเบื้องถ้วย มีลวดลายเป็นใบไม้ ดอกไม้ เชิงกลอนคอสองประดับด้วยกระเบื้องถ้วยเช่นเดียวกัน เสาในร่วมมุขหน้าใช้ไม้สักหน้า ๕.๑๑ นิ้ว ประกับรับสะพานด้านละ ๒ อัน ๔ ด้าน

ประตูซุ้มนี้เคยทำใหม่มาแล้วครั้งหนึ่งเพราะชำรุดทรุดโทรมมาก จึงมีผู้เสนอให้รื้อทิ้ง ซึ่งหากบูรณะจะต้องเสียเงินจำนวนมาก แต่ยังคงรูปแบบเดิมไว้ครบถ้วน เพราะเมื่อคราวจะสร้างใหม่นั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕
โปรดให้ถ่ายภาพซุ้มประตูเดิมไว้ และให้สร้างตามรูปแบบเก่านั้น โดยทรงรับสั่งว่า “ซุ้มประตูนี้อยากจะให้คงรูปเดิม
เพราะปรากฏแก่คนว่าเป็นหลักของบางกอกมาช้านานแล้ว” และ “ขอให้ถ่ายรูปเดิมไว้ให้มั่นคง เวลาทำอย่าให้แปลกกว่าเก่าเลยเป็นอันขาด อย่าเพ่อให้รื้อจะไปถ่ายรูปไว้เป็นพยาน…”

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-10

พระศากยปุตติยวงศ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม กล่าวว่า ช่วงเทศกาลตรุษจีน วัดอรุณราชวราราม ซึ่งเป็นวัดที่มีความเชื่อมโยงชาวไทยเชื้อสายจีน และอยู่ภายในเขตพระราชวัง ในยุคของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ ว่า พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีเชื้อสายจีน เมื่อเสด็จสวรรคต ชาวไทยเชื้อสายจีนสมัยนั้น ได้จัดทำป้ายสถิตพระวิญญาณ โดยเขียนชื่อพระองค์เป็นภาษาจีน รวมทั้งวาดภาพพระบรมสาทิสลักษณ์สมเด็จพระเจ้าตากสิน เก็บไว้ที่วัดอรุณราชวราราม   โดยเป็นประจำทุกปีในช่วงเทศกาลตรุษจีน  ทางวัดจะมีการอัญเชิญป้ายสถิตพระวิญญาณดังกล่าวออกมา  ให้พุทธศาสนิกชนได้สักการะเพื่อความเป็นสิริมงคลเนื่องในวันตรุษจีน

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-11

10.ด้านหน้าของพระอุโบสถมีพระพุทธรูปทรงเครื่องใหญ่ มีนามว่า “พระพุทธนฤมิตร” ใส่ผ้านุ่ง เครื่องประดับ วิจิตรงดงามมาก เรียกว่า “กัญเจียกจร”

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-12

10-1 พระพุทธรูปองค์นี้ หล่อจำลองออกมาจากพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ในหอพระสุราลัยพิมาน ในพระบรมมหาราชวัง
เป็นพระพุทธรูปฉลองพระองค์ นั่นหมายถึง สร้างขึ้นเพื่อแทนตัว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่2 มีนามว่า “พระพุทธนฤมิตร”

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-13

วัดประจำรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย คือ “วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร” หรือ “วัดแจ้ง”
เมื่อครั้งที่พระองค์ท่านดำรงตำแหน่งเป็นวังหน้าในรัชกาลที่ ๑ ที่ประทับของท่านจะอยู่ที่พระราชวังเดิม ฝั่งธนบุรี และวัดที่อยู่ใกล้กับพระราชวังเดิมที่สุดก็คือวัดอรุณราชวราราม พระองค์ท่านจึงได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการบูรณปฏิสังขรณ์วัดอรุณฯ และยังได้ทรงลงมือปั้นหุ่นพระพักตร์ “พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก”พระประธานในพระอุโบสถ ด้วยฝีพระหัตถ์ของพระองค์เองอีกด้วย และเมื่อพระองค์ท่านทรงเสด็จสวรรคต พระบรมอัฐิของพระองค์ ก็ถูกนำมาประดิษฐานไว้ที่พระอุโบสถวัดอรุณราชวรารามแห่งนี้

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-14

12.พระแท่นบรรทม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-15

12-1 พระแท่นบรรทม พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-16

13. “พระอรุณ” หรือ “พระแจ้ง” (องค์ที่ทรงเครื่องสีเงิน) เป้นพระพุทธรูปปางมารวิชัย หล่อด้วยสำริด ศิลปะล้านช้าง

หน้าตักกว้าง ๕๐ เซนติเมตร ซึ่งองค์พระพุทธรูปและผ้าทรงครองได้หล่อด้วยทองต่างสีกัน
ตามประวัติกล่าวว่า เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๐๑ ในสมัย รัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระอรุณหรือพระแจ้งมาจากเมืองเวียงจันทน์
โดยมีพระราชประสงค์จะอัญเชิญมาประดิษฐานในพระบรมมหาราชวัง
แต่ภายหลังพระองค์ได้มีพระราชดำริที่จะย้ายพระอรุณหรือพระแจ้งมาประดิษฐาน
ณ วัดอรุณราชวราราม แทน ด้วยเหตุที่นามพระพุทธรูปพ้องกับชื่อวัด
ดังปรากฏหลักฐานจากพระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระอนุชาธิราชในรัชกาลที่ ๔
เมื่อปีมะเมีย จุลศักราช ๑๒๒๐ (พุทธศักราช ๒๔๐๑)

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-17

14. เรื่องของนายเรืองและนายนกนี้ ปรากฏอยู่ในจารึกสองแผ่นคือ จารึกที่ฐานรูปนายเรืองผู้
เผาตัว (ธบ. ๑๐) และจารึกที่ฐานรูปนายนกผู้เผาตัว (ธบ. ๙) โดยรูปนายเรืองและนายนกดังกล่าวเป็นประติมากรรมสลักจากหิน พบที่วัดอรุณราชวราราม แขวงวัดอรุณ เขตพระนคร จังหวัดกรุงเทพมหานคร และปัจจุบันตั้งอยู่ที่ศาลาเล็ก บริเวณพระอุโบสถวัดอรุณฯ

เนื้อความในจารึกทั้งสองแผ่น อ่านโดย อาจารย์ประสาร บุญประคอง และพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือ ประชุมศิลาจารึก ภาคที่ ๖ ตอนที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๑๗) ทั้งนี้ มีเฉพาะคำอ่านซึ่งเขียนเป็นรูปคำเก่าสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ อาจจะยากแก่ความเข้าใจสำหรับคนในสมัยปัจจุบัน ผู้เขียนจึงใคร่ถือโอกาสปริวรรตข้อความจารึกทั้งสองแผ่นให้เป็นภาษาที่สามารถเข้าใจได้ในปัจจุบัน ดังนี้

คำปริวรรต จารึกที่ฐานรูปนายเรืองผู้เผาตัว – “รูปนี้รูปนายเรืองผู้เผาตัว ณ วันศุกร์ เดือน
๓ ขึ้น ๘ ค่ำ เพลาทุ่มเศษ จุลศักราช ๑๑๕๒ ปีจอ โทศก (ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๓๓) เมื่อแต่ก่อนเผาตัว๙ วัน ๑๐ วัน นั้น มีความว่า นายเรืองกับสหาย ๒ คน คือ ขุนศรีกัณฐัศว์กรมม้า แลนายทองรัก พากันไป ณ พระอุโบสถวัดครุฑ ต่างปรารถนาพุทธภูมิ เสี่ยงดอกบัวอ่อนคนละดอกว่า ถ้าใครจะสำเร็จโพธิญาณแล้ว ขอดอกบัวผู้นั้นจงบาน ครั้นรุ่งขึ้นก็บานแต่ดอกบัวของนายเรือง ตั้งแต่นั้น นายเรืองก็มาอยู่ที่การเปรียญเก่า วัดอรุณราชธาราม สมาทานอุโบสถศีล ฟังเทศนา เอาน้ำมันชุบสำลีเป็นเชื้อพาดแขนทั้ง ๒ จุดไฟต่างประทีป ทุกวันจนถึงวันเผาตัว นายเรืองฟังเทศนาจบแล้วก็นุ่งห่มผ้าชุบน้ำมัน เดินออกมาหน้าการเปรียญ นั่งพับเพียบ พนมมือ รักษาอารมณ์สงัดดีแล้วก็จุดไฟเผาตัวเข้า เมื่อเปลวไฟวูบขึ้นท่วมตัวนั้น นายเรืองร้องว่า สำเร็จปรารถนาแล้ว ขณะนั้นคนซึ่งยืนดูอยู่ประมาณ๕ ร้อย ๖ ร้อยเศษ บ้างก็ร้องสาธุการ เปลื้องผ้าห่มโยนบูชาเข้าไปกองไฟ ชั้นแต่แขกภายนอกพระศาสนาก็ถอดหมวกคำนับ โยนเข้าไปในไฟด้วย ครั้นไฟโทรมแล้ว คนที่มีศรัทธาช่วยกันยกศพใส่โลงไว้ในการเปรียญ สวดพระอภิธรรม ๒ คืน แล้วพาศพไปไว้ที่ทุ่งนาวัดหงษ์ เมื่อเผาศพไฟชุมนั้น ปลาในท้องนาประมาณ ๑๑ ปลา ๑๒ ปลา โลดขึ้นมาเข้าในกองไฟตายด้วย ครั้นไฟดับแล้ว เห็นอัฐินายเรืองสีเขียวขาวเหลืองขาบ ดูประหลาด ก็ชวนกันเก็บอัฐิใส่ในโกฐดีบุก ไว้ในการเปรียญเก่า วัดอรุณราชธารามนี้”

คำปริวรรต จารึกที่ฐานรูปนายนกผู้เผาตัว – “รูปนี้รูป (นายนกผู้เผาตัว เมื่อวันพุธ เดือน ๖แรม ๗) ค่ำ จุลศักราช ๑๑๗๙ ปีฉลู นพศก (ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๖๐) ที่วัดอรุณราชธาราม วันนั้นฝนตก (ตั้งแต่เวลาพลบ จน ๑๑ ทุ่ม) จึงขาดเมล็ดแล้ว ครั้นเพลาเช้าขึ้น คนจึงมาเห็น นายนกนั่งสมาธิ เผาตัวตายอยู่ภายใต้ต้นพระมหาโพธิ์ หน้าพระวิหารเก่า แต่ไฟนั้นดับแล้ว อนึ่ง เมื่อก่อนนี้ประมาณเดือนเศษนายนกได้บอกญาติมิตรแลชาวบ้านที่ชอบใจกันว่า เราจะประพฤติสุจริตธรรม ทำบุญ รักษาศีล ตั้งจิตปรารถนาพระนิพพานธรรม แต่นั้นมานายนกก็ปฏิบัติมักน้อย ละบ้านเรือนญาติมิตรเสีย ออกไปสมาทานศีล เจริญภาวนารักษาจิตอยู่ในการเปรียญเก่า ณ วัดอรุณราชธาราม จะได้เป็นกังวลด้วยการซึ่งจะบำรุงกายแลกิจที่จะบริโภคนั้นหามิได้ เมื่อใครมีศรัทธาให้อาหารก็ได้บริโภค บางทีอดอาหารมื้อหนึ่งบ้างวันหนึ่งบ้าง ทรมานตนมาจนวันเผาตัวตาย แต่เมื่อนายนกเผาตัวนั้นจะได้บอกกล่าวแก่ญาติมิตรผู้ใดผู้หนึ่งให้รู้หามิได้ คนทั้งปวงเมื่อเห็นศพนายนกเผาตัวตาย ก็มีศรัทธาพากันมาทำบุญบังสกุลสการศพนายนกเป็นอันมาก

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-18

15. พระพุทธชัมภูนุชมหาบุรุษลักขณา อสีติยานุบพิตร พุทธลักษณะ ศิลปะรัตนโกสินทร์ ปางมาวิชัย
ขนาด หน้าตักกว้าง ๖ ศอก วัสดุ ทองแดงปิดทอง
พระพุทธรูปองค์นี้พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดฯให้หล่อขึ้นด้วยทองแดง คราวเดียวกับหล่อพระพุทธตรีโลกเชฏญ์ พระประธานพระอุโบสถวัดสุทัศนเทพวราราม แล้วให้อัญเชิญมาประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหารวัดอรุณราชวราราม
พุทธศักราช ๒๔๙๕ สมเด็จพระพุฒาจารย์(วน ฐิติญาโณ) เมื่อครั้งเป็นพระธรรมโลกาจารย์เจ้าอาวาสวัดอรุณฯ ได้ประสบพุทธปาฏิการิย์แห่งพระบรมสารีริกธาตุที่บรรจุอยู่ในพระพุทธชัมพูนุช มหาบุรุษลักขณาอสีตยานุบพิตรดังลิขิตของท่านดังนี้“…ทางวัดได้เตรียมการจะมีเทศน์มหาชาติในเดือนกันยายน คืนหนึ่งเวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น ถึง ๒๐.๐๐ น. อาตมานอนคลุมโปงอยู่ที่ห้องนอกแต่ผู้เดียว ไม่ได้เปิดไฟ ชั่วเวลา ๑๕ นาที แล้วเลิกผ้าคลุมศรีษะออกหันหน้าไปทางห้องนอนก็ได้เห็นแสงสว่างปรากฏทั่วห้องแสงสว่างนั้น ปรากฏเป็นรูปพระปรางค์ ๕ ยอดคล้ายพระปรางค์ที่วัดอรุณฯลอยอยู่กลางห้องยอดกลางสูง ประมาณไม่ถึงเมตรอีก ๔ ยอดสูงประมาณ ๕๐ เซนต์ มีแสงรัศมีพุ่งขึ้นสู่ยอดทุกยอดเหมือนไฟพะเนียง
ภายในห้องสว่างไสวด้วยแสงรัศมีนั้นปรากฏอยู่ชั่วขณะที่เห็นได้ชัดเจนแล้วก็หายไป...

ต่อมาถึงเดือนกันยายน ก่อนหน้าวันมีเทศน์มหาชาติหนึ่งวัน ได้เตรียมตกแต่งสถานที่ในวิหารจวนเรียบร้อย อาตมาก็นึกถึงพระบรมธาตุว่าอาจมีอยู่ที่องค์พระประธานก็ได้ จึงสั่งให้พระครูลัดสุวัฒน์พระครูใบฎีกาเจริญขึ้นไปค้นหาที่เบื้องพระเศียร เห็นพระเกตุโยกเคลื่อนได้จึงยกขึ้นล้วงลงไป ก็ได้พบโกศบรรจุพระบรมธาตุเชิญลงมาให้อาตมา อาตมาได้ถวายความเคารพแล้วเปิดออกดูปรากฏเป็น ๓ ชั้น ชั้นนอกเป็นโกศเงินลงยาสูงประมาณ ๖ นิ้วฟุต ชั้นกลางเป็นโกศนาก สูงประมาณ ๓ นิ้วฟุต
ชั้นในเป็นโกศทองคำลงยาราชาวดีฝังพลอยสีแดงเขียวที่ยอดฝาฝังเพชรซีกเล็กหนึ่งเม็ด ภายในโกศทองคำนี้มีผ้าและสำลีเก่าๆ อยู่จึงหยิบออกมาคลี่ออกก็ได้พบพระบรมธาตุมีขนาดต่างๆ กันรวม ๔ พระองค์
องค์หนึ่งขนาดเมล็ดถั่วแตก อีก ๒ องค์ขนาดเม็ดข้าวสารหักอีกองค์หนึ่งขนาดเมล็ดพันธ์ผักกาด มีวรรณะสีพิกุลแห้งและทองอุไรอ่อน ไม่มีสีแก้วผลึกเลยในขณะที่ได้เห็นเกิดปิติซาบซ่านขนพองสยองเกล้่าทั่วร่างกายประมาณ ๒ นาที…
ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๙๖ ทางวัดจัดงานประจำปีในเดือนพฤศจิกายน จึงได้เชิญลงมาประดิษฐาน ณ มณฑปแวดล้อมด้วยราชวัตรฉัตรธงและเครื่องสักการะให้ประชาชนได้ชมและสักการะบูชาแต่
การที่เชิญลงมาครั้งนี้เมื่อเปิดออกแล้วปรากฏว่า มีเพิ่มมาอีก ๑ องค์ขนาดเม็ดข้าวสารหัก มีวรรณะ เป็นสีแก้วผลึกงดงามมาก จึงรวมเป็น ๕ พระองค์ด้วยกัน…”
นับว่าพระพุทธชัมภูนุทมหาบุรุษลักขณา อสีติยานุบพิตรเป็นพระพุทธรูปซึ่งมีเรื่องราวสำคัญอันเป็นที่จดจำเล่าขานกันสืบต่อมาจนกระทั้งปัจจุบัน

 

%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b8%b8%e0%b8%93-19

ขอบคุณสำหรับการติดตาม ยังมีข้อมูลเรื่องราวที่น่าสนใจอีกมากมาย รีวิวสยามจะนำมาเล่าสู่กันอ่านในภายหลังค่ะ

 

Facebook Comments



ใส่ความเห็น

Shares